ความกลัวเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์
 
     
 
ประวัติ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร นับเป็นปูชณียบุคคลที่น่ายกย่อง ผู้ปิดทองหลังพระเพื่อประโยชน์สุขแด่สังคมไทย สมควรที่นักวิชาการทั้งหลายจะนำมาเป็นแบบอย่าง
 

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นครเกิดเมื่อวันที่�21�มีนาคม�2461�ที่จังหวัดแพร่�เป็นบุตรคนที่�2�ในจำนวน�8�คนของนายบุญเรืองกับนางกิมไล้�ณ�นคร�สมรสกับนางสาวเยาวลักษณ์�ลีละชาต�มีบุตรชื่อนายปิยพร�ณ�นคร�และสมรสกับนางสาวสมทรง�โหตระกิตย์�มีธิดาชื่อนางเสมอใจ�บุญวิวัฒน์�(ณ�นคร)

การศึกษา�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนนารีรัตน์แพร่�สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่�6�จากโรงเรียนพิริยาลัย�จังหวัดแพร่�สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่�7-8�จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย�จังหวัดเชียงใหม่�เรียนซ้ำชั้นมัธยมศึกษาปีที่�8�ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย�เพื่อให้มีสิทธิ์สอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง�สำเร็จปริญญาตรี�(สาขาเกษตรวิศวกรรม)�จาก�University�of�the�Philippines�at�Los�Banos�ด้วยทุน�ก.พ.�ปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์�ปริญญาโทและเอกทางสถิติจาก�Cornell�University�สหรัฐอเมริกา�ประกาศนียบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร�รุ่นที่�11

เริ่มเข้ารับราชการเป็นนักเกษตรผู้ช่วยโท�แผนกปฐพีวิทยาและอาจารย์วิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน�กรมเกษตรและการประมง�กระทรวงเกษตราธิการ�(9�พฤษภาคม�2482)�ต่อมาย้ายไปที่สถานีทดลองเกษตรกรรมแม่โจ้และเป็นอาจารย์�(1�ตุลาคม�2482)�และกลับมาเป็นอาจารย์โทแผนกวิศวกรรม�สำนักงานคณะเกษตรศาสตร์�(1�มกราคม�2487)�เลขานุการคณะเกษตรศาสตร์�(12�ธันวาคม�2489)�เลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�(15�กุมภาพันธ์�2490)�ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย�(30�พฤษภาคม�2503)�รองอธิการบดี�(9�มกราคม�2507 -�28�กันยายน�2515)�รักษาการในตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย�(29�กันยายน�2509)�รักษาการเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติและรองเลขาธิการฝ่ายสังคมศาสตร์�สภาวิจัยแห่งชาติ�ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย�(29�กันยายน�2515 -�30�กันยายน�2522)

คนจบเมืองนอกต้องไปอยู่บ้านนอก

ใน�พ.ศ.�2482�เมื่อตั้งวิทยาลัยเกษตรในเกษตรกลางบางเขนแล้ว�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ได้ย้ายมาอยู่ในบางเขน�ขณะนั้นมีคณะเกษตร�คณะประมง�คณะวนศาสตร์�และคณะสหกรณ์�โดยมีศาสตราจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัย�และศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ�

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เล่าว่า

...พอถึงกลางปี 2482 นั้น ผมถูกสั่งย้ายไปอยู่ที่แม่โจ้ เนื่องจากนโยบายของกรมเกษตรที่อยากจะให้คนจบจากเมืองนอกต้องไปอยู่บ้านนอกเพื่อจะได้รู้ว่า เมืองไทยส่วนใหญ่เป็นบ้านนอก เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่ากรุงเทพฯ เป็นตัวแทนของเมืองไทย...ผมอยู่ที่สถานีทดลองการเกษตรแม่โจ้ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ถึง พ.ศ. 2486 และได้ช่วยสอนในโรงเรียนมัธยมเกษตรด้วย

ไม่ชอบเรื่องการบริหาร�แต่ต้องทำหน้าที่บริหาร

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บางเขนเมื่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น�คุณพระช่วงเกษตรศิลปการเป็นคณบดีคณะเกษตรได้แต่งตั้ง�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ให้เป็นเลขานุการคณะเกษตร�ซึ่งท่านไม่ชอบการบริหารเลย�แต่ต่อมาโชคชะตาบันดาลให้ต้องทำหน้าที่บริหารมาโดยลำดับ�นับตั้งแต่เป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัย�รองอธิการบดีรักษาการคณบดีคณะที่จัดตั้งขึ้นใหม่�และดำรงตำแหน่งปลัดทบวงมหาวิทยาลัย�จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ�ท่านเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า

…ผมเองอยากจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือมากกว่า แต่มาทำงานในฝ่ายบริหารนี่ เมื่อมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว เขาเริ่มคิดให้มีข้าราชการประจำเป็นอธิการบดี โดยแต่เดิมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเป็นอธิการบดี และปลัดกระทรวงเกษตรเป็นรองอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจนั้นเป็นเลขาธิการ คุณทวี บุณยเกตุ มาเจรจาขอให้คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจช่วยเป็นอธิการบดีคนแรกท่านก็ขอร้องไป 3 ข้อ มีเงื่อนไขว่า ถ้าจะให้เป็นอธิการบดีนั้น ประการที่ 1. จะต้องหาเงินพิเศษมาให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 400,000 บาท สี่แสนในตอนนั้นถ้าจะพูดเดี๋ยวนี้ก็คือ 40 ล้าน ท่านบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้มีงบประมาณน้อยเกินไป ไม่สามารถจะปรับปรุงให้ดีได้อย่างใจ ต้องของบประมาณเพิ่มพิเศษ ประการที่ 2. ให้ผมมาเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัย ประการที่ 3. ต้องหาเงินมาเพิ่มให้มหาวิทยาลัยอีก นอกจากงบประมาณธรรมดา เพราะงบประมาณที่ได้น้อยเกินไป ถ้าเกิดท่านมาถามผมก่อน ผมก็จะบอกว่าไม่อยากเป็นเลขาธิการแต่ท่านว่าท่านไปตกลงกับผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ไม่รู้จะหลีกเลี่ยงอย่างไรก็ได้ทำหน้าที่ช่วยท่านเรื่อยมา

ปริญญาเอกทางสถิติคนแรกของไทย�และผู้ริเริ่มหลักสูตรสถิติในมหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�สอบได้ทุน�ก.พ.�ไปศึกษาต่อและสำเร็จปริญญาโทและเอกทางสถิติ�จาก�Cornell�University�สหรัฐอเมริกา�ใน�พ.ศ.�2500�นับเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จการศึกษาทางสถิติ�สอนวิชาสถิติแก่นิสิตทุกคณะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�เนื่องจากหลักสูตรปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยต้องศึกษา�5�ปี�และทำวิทยานิพนธ์ด้วย�วิชาสถิติจึงเป็นวิชาพื้นฐานทั่วไปของปริญญาตรี�และสอนวิชาสถิติที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย�มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์�และมหาวิทยาลัยมหิดล�นอกจากนี้�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ยังเป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรสถิติขึ้น�ตั้งแต่หลักสูตรคณะวิทยาศาสตร์�จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย�ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเริ่มสอนในปีที่�4�เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับทำวิทยานิพนธ์�ส่วนคณะสหกรณ์เรียนวิชาสถิติทั่วไปในปีที่�1�และเมื่อเป็นผู้บริหารแล้วก็ยังสอนวิชาสถิติอยู่

การวางรากฐานองค์การนิสิต

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ได้ร่างระเบียบว่าด้วยองค์การนิสิตของมหาวิทยาลัย�เกษตรศาสตร์�โดยพยายามให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การนิสิตและให้แถลงนโยบายให้องค์การนิสิตรับรองทั้งนี้เพื่อให้รองรับในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย�โดยให้นิสิตปกครองด้วยความรักใคร่เป็นพี่น้อง�เอาแบบอย่างมาจากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์�ท่านเล่าว่า

น่าเสียดายที่ผมต้องไปอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2494 กลับมา พ.ศ. 2500 ปรากฏว่าระบบองค์การนิสิตมีแต่พระคุณ พระเดช ไปอยู่กับสภา senior ซึ่งผมเสียใจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ผมตั้งใจวางแบบให้ แต่กลับไปใช้ระบบสภาซีเนียร์ ซึ่งผลดีก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย

เริ่มนำระบบหน่วยกิต�และการโอนหน่วยกิตมาใช้ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�กล่าวว่าศาสตราจารย์จรัด�สุนทรสิงห์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางกฎระเบียบทั้งหลายและวางหลักสูตรอยู่ก่อน�และศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ได้มาช่วยสานงานนี้ต่อ�เรื่องการนำระบบหน่วยกิตมาใช้ในมหาวิทยาลัยนั้น�มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�ได้ริเริ่มขึ้น�โดยใช้ระบบหน่วยกิตที่ว่าตกวิชาไหน�ก็เรียนซ้ำในวิชานั้น�เป็นการนำเอาระบบของอเมริกามาใช้�ซึ่งแต่เดิมมาเมืองไทยใช้ระบบอังกฤษ�ถ้าตกวิชาไหน�ก็ต้องเรียนซ้ำชั้นเลย

นอกจากนี้�ยังได้ริเริ่มให้มีการโอนหน่วยกิตข้ามคณะ�และข้ามมหาวิทยาลัย�ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นไม่มีในสมัยนั้น

ริเริ่มการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระบบรวม

ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล�จัดระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย�โดยใช้วิธีสอบรวมพร้อมกันเพื่อเป็นการลดปัญหาการรับนิสิตไม่ครบเมื่อเปิดภาคเรียน�ช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง�ลดค่าใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศที่จะต้องมาใช้เป็นค่ากระดาษสอบตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ�ลดความเครียดที่เด็กจะต้องวิ่งสอบไปทุก ๆ�มหาวิทยาลัยที่อยากเข้าเป็นเวลาทั้งเดือน�และเพื่อความเที่ยงธรรม�ป้องกันระบบอุปถัมภ์ในการฝากเด็กเข้าเรียน�ซึ่งต่อมามหาวิทยาลัยอื่น ๆ�ก็มาร่วมมือกันเป็นระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยรวมเป็นการประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การแก้ระบบ�เกาหลัง

ดร.�กำแหง�พลางกูร�เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติในขณะนั้น�ได้ร่วมกับศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�กับอีกหลายท่านช่วยกันแก้ปัญหาการบริหารในมหาวิทยาลัย�โดยพยายามให้ผู้บริหารตำแหน่งอธิการบดี�รองอธิการบดี�คณบดี�หัวหน้าภาควิชา�เป็นตำแหน่งประจำซึ่งจะต้องทำงานเต็มเวลา�และให้รักษาการได้อีกไม่เกิน�1�ตำแหน่ง�สืบเนื่องจากผู้บริหารในมหาวิทยาลัยดำรงตำแหน่งและรักษาการหลายตำแหน่ง�เป็นการกีดกันผู้อื่น�และทำให้งานขาดประสิทธิภาพ�พอนาย�ก.�หมดวาระเป็นคณบดี�นาย�ข.จะเสนอนาย�ก.�พอนาย�ข.�หมดวาระ�นาย�ก.�ก็จะเสนอนาย�ข.�บ้าง�คนกลุ่มเดียวจะผลัดกันเสนอคนในกลุ่มนั้นเองเป็นการช่วยเกาหลังกันเองเป็นวงกลม�ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยใช้เวลา�3�ปี�ในการวางระเบียบใหม่�แต่มีมหาวิทยาลัยเดียวที่ไม่ตอบรับรองให้ใช้ระบบใหม่นี้�การแก้ไขจึงไม่บรรลุผลสำเร็จทันที�ต้องรอมาอีกหลายปี�จึงแก้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยตามระบบใหม่นี้ได้

ระบบสรรหาผู้บริหารในมหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เล่าว่า

…ระบบการสรรหาเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อนที่อื่น ตอนนั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงเป็นอธิการบดี ทางคณะประมงมีคณบดีที่เป็นอาจารย์อาวุโสมาก ทั้งคณะมีอาจารย์อยู่ 26 คน เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คนนี้หมดเลย อาจารย์ในคณะต้องการเปลี่ยนคณบดี อธิการบดีจึงให้ผมหยั่งเสียงว่าจะเอาอย่างไร ความจริงในสมัยนั้นอธิการบดีเสนอผู้ใดขึ้นไป สภามหาวิทยาลัยจะรับคนนั้น ไม่มีปัญหาเลย เพราะการตั้งคณบดี หัวหน้าภาควิชา อธิการบดี ใช้วิธีแต่งตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้ง มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลือกตั้งผู้มีความสามารถมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอาวุโสสูงสุด มหาวิทยาลัยอื่นก็พลอยเห็นดี เลยนำไปปฏิบัติบ้าง ต่อมาจึงเห็นว่าระบบแบบนี้มีข้อเสียหายมาก ที่ประชุมอธิการบดีจึงอยากจะเลิกใช้วิธีเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้เป็นเวลายี่สิบสามปีมาแล้ว

การวางผังแม่บทเพื่อเป็นฐานรากในการบริหาร

ในการขยายวิทยาเขตบางเขน�เพื่อรองรับจำนวนนิสิตที่เพิ่มขึ้น�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เล่าว่า

…ผมไปขอ President Jensen ซึ่งเป็นอธิการบดีเกษตรของมหาวิทยาลัย Oregon ให้มาช่วยวางรากฐานการบริหาร ผมเห็นว่าเมืองไทยเรานี้ให้นักวิชาการมาบริหารงานซึ่งถ้ามีนิสิต 5-6 พันคน ก็ไม่เป็นไรหรอก และถ้ามีนิสิต 2 หมื่นคนอย่างนี้ งานบางอย่างผมว่าใช้นักวิชาการธรรมดาไม่ได้ ต้องใช้มืออาชีพมาถึงจะได้ แต่แรกก็มีวิธีเรียนลัดโดยไปขอศาสตราจารย์เจนเซ่นให้มาวางรากฐานว่าควรจะทำอย่างไรที่จะเตรียมสำหรับขยายเพื่อนิสิตเป็น 10,000 - 20,000 คน ศาสตราจารย์เจนเซ่นเดินทางมา แต่พอดีผมต้องไปรักษาการที่สภาการศึกษาแห่งชาติเป็นเลขาธิการอยู่ 1 ปี ก็เลยให้ ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นคนช่วยทำให้ โดยมาเริ่มศึกษากับศาสตราจารย์เจนเซ่น และช่วยกันวางผังแม่บทมหาวิทยาลัยเป็นแห่งแรกของเมืองไทย

สำหรับการมีส่วนร่วมตั้งวิทยาเขตกำแพงแสนนั้น�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เล่าว่า

…ทางผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเขาเรียกผมไปเรื่องการซื้อที่ 8,000 ไร่ ที่กำแพงแสน โดยปรารภว่าเนื้อที่มากเกินไป ขอลดลงไปเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ผมอธิบายว่ามหาวิทยาลัยเกษตรทั่วโลก ต้องใช้พื้นที่มาก รัฐบาลไม่เคยเตรียมสถานที่ไว้รองรับความต้องการของหน่วยราชการเลย ผมสัญญาว่า 8,000 ไร่นี้ ถ้า ม.ก.ใช้ไม่หมด กระทรวง ทบวง กรมไหน จะย้ายไปผมยินดีให้ย้ายเลย แต่รับรองว่าใช้หมด ที่การเกษตรแค่นี้ไม่พอหรอก ทางผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็เป็นนักเรียนเก่าสวนกุหลาบเหมือนกับผม แต่เป็นรุ่นเดียวกับน้องชายผม เค้าก็เกรงใจผมในฐานะเป็นรุ่นพี่ จึงจัดสรรเงินไปซื้อที่ 8,000 ไร่ เป็นเงิน 16 ล้านบาท และก็ได้มาอย่างที่เราต้องการ ผมก็มีส่วนช่วยเท่านี้แหละ

การจัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์�และโรงเรียนสาธิต

ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เป็นผู้วางรากฐานสำคัญในการศึกษา�โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาสาขาทางสังคมศาสตร์�ได้แก่�คณะศึกษาศาสตร์�คณะสังคมศาสตร์�และมนุษยศาสตร์�เป็นต้น�ท่านได้ริเริ่มจัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ขึ้นโดยทาบทามขอศาสตราจารย์�ดร.อุบล�เรียงสุวรรณมาช่วยวางรากฐานคณะ�และเปิดโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฝึกสอน�พร้อมทั้งเป็นการบริการอาจารย์�ข้าราชการ�มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเรื่องที่เรียนของเด็ก�เพื่อตอบแทนที่ต้องเสียสละมาสอนที่บางเขน�ซึ่งในสมัยนั้นเป็นอำเภอชั้นนอกไม่มีใครยอมมารับราชการ

คีตกวี

นอกจากผลงานดีเด่นด้านการศึกษาแล้ว�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อวงการดนตรีไทยและสากล�ช่วยพัฒนางานดนตรีของชาติให้รุ่งเรืองก้าวไกลด้วยการอุทิศตนทุ่มเทความรู้ความสามารถตลอดจนแรงกายแรงใจในการประพันธ์เพลงอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด�อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นอเนกอนันต์ความสามารถด้านดนตรีเป็นที่ยกย่องอย่างกว้างขวางในวงการดนตรี�จึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ�ให้ประพันธ์คำร้องเพลงพระราชนิพนธ์รวม�5�เพลง�คือ�เพลงใกล้รุ่ง�ชะตาชีวิต�ในดวงใจนิรันดร์�แว่ว�และเกษตรศาสตร์�อันนำความชื่นชมมาสู่ปวงชนชาวไทยและเป็นความภาคภูมิใจของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างสุดที่จะประมาณได้

เพลงสดุดีพระเกียรติที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว�และสมเด็จพระนางเจ้าฯ�พระบรมราชินีนาถ�โดยเฉพาะนั้น�เป็นความภาคภูมิใจของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกคนมาตราจนทุกวันนี้�ยิ่งไปกว่านั้น�เพลงฝากรักยังได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำร่วมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ�พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

นอกเหนือจากผลงานการประพันธ์เพลงเป็นจำนวนมาก�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ยังมีผลงานเกี่ยวข้องกับดนตรีอีกนานัปการ�ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�ได้ร่วมมือกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ�พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริก่อตั้งวง�KU.�BAND�ขึ้น

นอกจากผลงานด้านเพลงไทยสากล�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ยังร่วมมือกับศาสตราจารย์�ดร.�อุทิศ�นาคสวัสดิ์ก่อตั้งวงดนตรีไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น�โดยที่ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�เป็นทั้งนักดนตรี�(ฆ้องวง)�นักร้อง�และนักแต่งเพลง

ด้วยผลงานในด้านดนตรีเป็นที่ประจักษ์ดังกล่าว�สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้มอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางด้านดนตรีให้แก่ท่าน�เมื่อ�พ.ศ.�2540�

คนไทยจะต้องอ่านจารึกได้ !

…เมื่อก่อนเมืองไทยพบศิลาจารึกก็จะต้องทำสำเนาส่งไปให้ศาสตราจารย์เซเดย์อ่านที่ปารีส ท่านก็อายุมากแล้ว ถ้าตายไป มิเป็นอันว่าจะไม่มีคนไทยอ่านศิลาจารึกในเมืองไทยได้เชียวหรือ ผมคิดว่าถ้าไม่มีคนไทยคนไหนจะอ่านจารึกได้ ผมนี่แหละจะต้องเป็นคนอ่านให้ได้

คำกล่าวข้างต้นของศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�นับว่าเป็นจริง�ท่านได้ศึกษาศิลาจารึก�อักษรโบราณ�ภาษาถิ่น�จนเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านภาษาไทยถิ่นและไทยอาหม�จารึก�วรรณกรรมและโบราณคดี�ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยงานด้านนี้อย่างกว้างขวาง�มีผลงานด้านประวัติศาสตร์ไทยและโบราณคดี�ผลงานค้นคว้าวิจัยจารึกประเทศไทยพิมพ์เป็นบทความภาษาอังกฤษร่วมกับนาย�เอ.บี.�ริโวลด์�งานจารึกและประวัติศาสตร์และผลงานค้นคว้าทางวรรณคดีและภาษา�ด้วยเหตุที่ผลงานค้นคว้าด้านจารึกประวัติศาสตร์และวรรณคดีเป็นที่ประจักษ์ในวงวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศถึงความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ�มหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ�จึงได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์และรางวัลเพื่อเป็นเกียรติประวัติ�เช่น�ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์�(ประวัติศาสตร์)�จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย�(พ.ศ.�2516)�ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์�ทางโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิปากร�(พ.ศ.�2518)�ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์�(ประวัติศาสตร์)�จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่�(พ.ศ.�2531)�และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์�(พ.ศ.�2535)�ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์�(ภาษาไทย)�จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�(พ.ศ.�2536)�และได้รับยกย่องจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรมาธิราชให้เป็นกิติเมธีคนแรกในสาขาประวัติศาสตร์�(พ.ศ.�2531)

อนึ่ง�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ยังได้รับการยกย่องในวงวิชาการสาขาอื่นๆ�ในความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีคุณูปการต่อวงการศึกษา�มหาวิทยาลัยจึงได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้�ได้แก่�ปริญญาศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์�จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์�(พ.ศ.�2527)�ปริญญาคุรุศาสตรอุตสาหกรรมดุษฎีบัณฑิต�จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า�(พ.ศ.�2528)

นอกจากนี้�ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�ยังได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี�2531�จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ�ได้รับพระราชทานพระเกี้ยวทองคำในฐานะผู้ส่งเสริมภาษาไทยดีเด่นจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย�(พ.ศ.�2532)�เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมสาขามนุษยศาสตร์�(พ.ศ.�2535)�เป็นผู้สนับสนุนการอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น�(พ.ศ.�2533)�และได้รับรางวัลอาเซียน�(ASEAN�Awards)�ในสาขาวรรณกรรม�ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน�6�ประเทศที่จัดขึ้นครั้งที่�3�ณ�ประเทศรูไน�ดารุซาลาม�(8 -�10�ตุลาคม�พ.ศ.�2536)�นักเรียนทุนรัฐบาลดีเด่น�(พ.ศ.�2537)�และเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ�สาขาพัฒนาสังคม�(พ.ศ.�2540)

แม้ศาสตราจารย์�ดร.�ประเสริฐ�ณ�นคร�จะเป็นข้าราชการบำนาญมากว่า�20�ปีแล้วก็ตาม�ท่านก็ยังศึกษาค้นคว้าและเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัย�ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สำคัญเช่น�เป็นราชบัณฑิตในสาขามนุษยศาสตร์และสาขาโบราณคดี�อดีตนายกราชบัณฑิตสถาน�อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยโนโลยีการเกษตรแม่โจ้�กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ�เป็นศาสตราจารย์พิเศษจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล�ประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์�ประธานกรรมการมูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย�ธนาคารไทยพาณิชย์�และรองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิโลภิกขุเพื่อการค้นคว้า�เป็นต้น

สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทาน�ได้แก่�มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก�มหาวชิรมงกุฎ�ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ�จตุตถดิเรกคุณาภรณ์�และเหรียญดุษฏีมาลา�เข็มศิลปวิทยา


Last updated: 2012-03-01 08:04:01


@ ประวัติ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ ประวัติ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
1,495

Your IP-Address: 52.14.75.150/ Users: 
1,494