�
เมื่อตอนเย็นวันจันทร์ที่
15 กุมภาพันธ์ 2559 ได้นั่งดูโทรทัศน์รายการเดินหน้าประเทศไทยของรวมการเฉพาะกิจเป็นคิวของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม� ซึ่งได้เชิญ ฯพณฯ สุรศักดิ์� กาญจนรัตน์�
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นผู้ตอบคำถามที่ผู้ดำเนินรายการได้ซักถาม� พอจะจับประเด็นได้ใจความสำคัญหลักใหญ่โดยผู้ดำเนินรายการ�
เป็นสุภาพสตรีได้โปรยปัญหาไปว่า...
�ปัจจุบันป่าต้นน้ำถูกบุกรุกเป็นจำนวนมาก� ผู้บุกรุกเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง� ดังนั้น จึงเข้าไปใช้ประโยชน์พื้นที่บุกรุกปลูกพืชไร่�
ทั้งที่รัฐพยายามจะปลูกทดแทนแต่การบุกรุกมีมายาวนาน� ถ้าหากจะเยียวยาในระยะสั้นๆ ไม่เป็นผลแน่� จึงต้องใช้หลากหลายโครงการหลากหลายความร่วมมือ ดังนั้น
จึงขอทราบแนวทางจากท่านรัฐมนตรี…?
ฯพณฯ รัฐมนตรีท่านได้บรรยายการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ได้ทำมาแล้วและกำลังดำเนินการอยู่พอสรุปได้หลักใหญ่
3 ประการ
ข้อที่ 1� เรื่องการการทุจริต เมื่อเราไม่สามารถจะขจัดคนไม่ดีออกไปจากสังคมได้� เราควรสนับสนุนคนดีให้เข้าสู่ตำแหน่งโดยทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำการป้องกันการทุจริตโดยการจัดทำ เอ็ม โอ ยู� กับ ป.ป.ช.�
ป.ป.ท.� ดีเอสไอ� โดยใช้หลัก 3 ประการ� คือ� หนึ่ง
การป้องกัน� เป็นการสร้างจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่� สอง ป้องปราม� เป็นการการลงโทษอย่างเข้มข้น �ข้อสุดท้าย ปราบปรามหากสองข้อเอาไม่อยู่ก็จัดการเอาออกไป
ข้อที่ 2� การทวงคืนผืนป่า� ป่าของเราปัจจุบันมีอยู่� 102�
ล้านไร่� ยึดคืนมาได้� 300,000�
ไร่� จากจำนวนคดี�
13.,000� คดี� เราจะทำการทวงคืนต่อด้วยยุทธการ� “พลิกคืนผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”� มีทั้งหมด�
5� ข้อ� �ข้อที่
1� สร้างความเข้าใจระหว่างรัฐ� และประชาชนที่เราเรียกกันว่าประชารัฐ� รัฐมีหน้าที่ให้คำแนะนำ� สร้างบุคลากร�
ปรับทัศนคติทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนให้มีความเข้าใจตรงกัน� ข้อที่�
2� ปรับมาตรฐานของงานเช่นเราจะต้องใช้แผนที่เดียวกันคือมีมาตราส่วน� 1 :
4,000� ที่เราเรียกว่า� One map� ข้อที่�
3�
บังคับใช้กฎหมายจัดการกับนายทุน� ข้อที่� 4 �ต้องเอื้ออาทรต่อประชนที่ยากไร้� ข้อที่�
5� เพิ่มพื้นที่ป่าที่สูงชันไม่ให้มีการบุกรุกซ้ำ�
การฟื้นฟูป่าใช้วิธีป้องกันพื้นที่ให้ฟื้นคืนสภาพเองอย่าไปยุ่งกับเขา� ส่งเสริมการปลูกป่าในที่สาธารณะจะไม่ให้มีคนยากจน� จนน่าเกลียดเราจะเดินไปด้วยกัน…
ข้อที่ 3�
สร้างคน� เจ้าหน้าที่ป่าไม้� พนักงานพิทักษ์ป่า ให้มีจิตวิญญาณในการรักษาป่า� โดยจะเปิดโรงเรียนที่จังหวัดแพร่ชื่อว่า �“โรงเรียนประชารัฐพิทักษ์ป่า”� อาจมีวิทยากรจากคนนอก เช่น� ปราชญ์ชาวบ้าน�
อาจารย์มหาวิทยาลัย� และ� เอ็น จี โอ�
เข้ามาช่วยสอนเสริม…??
พอฟังรายการเดินหน้าประเทศไทยเสร็จ� มาวันที่�
19� กุมภาพันธ์� 2559�
เปิดหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้า�
15� พบพาดหัวตัวโตว่า �“สุรศักดิ์�
สั่ง� ขรก. ทส. เลิกประจบ – แห่รับ”� สรุปว่า�
การไปตรวจราชการไม่อยากรบกวนเวลาการทำงานของราชการลดภาระในการต้อนรับให้เป็นไปอย่างประหยัดจึงมีหนังสือสั่งการถึง� นายเกษมสันต์�
จิณณวาโส� ปลัด� ทส. ให้ปฏิบัติ� 5� ข้อ
ข้อที่ 1�
การต้อนรับ-ส่ง� รมว. ทส. ให้ดำเนินการตามความจำเป็นคือ
กำหนดเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของเรื่องและหัวหน้าหน่วยที่รับการตรวจเยี่ยม� สำหรับหัวหน้าส่วนราชการอื่นๆ
และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ให้รอรับ-ส่ง �ณ �ห้องประชุม �หรือพื้นที่รับการตรวจเยี่ยม� เพราะที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ
จำนวนมาก รอรับ-ส่ง �ณ �สนามบินจึงเป็นการรบกวนการเวลาของข้าราชการโดยไม่จำเป็นขอให้งดปฏิบัติ…
ข้อที่ 2�
งดป้ายต้อนรับและป้ายมีรูปประกอบและนิทรรศการที่จัดให้จัดเฉพาะเรื่องที่ตรวจ
ข้อที่ 3�
กรณีที่จำเป็นต้องมีการเลี้ยงอาหารให้เป็นอาหารธรรมดาที่เรียบง่าย� ประหยัดและงดเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อที่ 4�
การบรรยายสรุปให้เน้นเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญและข้อเสนอที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปและปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องการให้แก้ไข
ข้อที่ 5�
การจัดที่พัก�
ให้พิจารณาสถานที่ที่ไม่มีข้อพิพาทในข้อกฎหมายต่างๆ
ในส่วนรายการเดินหน้าประเทศไทย� ได้ฟังแล้วเห็นชอบด้วยทุกเรื่องทุกข้อ� อยากจะนำมาจารไนยและพิเคราะห์แทบทุกข้อ� แต่ในตอนนี้ขอยกข้อสุดท้ายคือข้อที่สามว่าด้วยเรื่องการสร้างคนหรือบุคลากร�
เช่น� เจ้าหน้าที่ป่าไม้�
พนักงานพิทักษ์ป่าโดยเฉพาะพนักงานพิทักษ์ป่า� ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด่านแรกหรือคือรั้วของป่า� เปรียบทหารที่เป็นรั้วของชาติ� เพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานพิทักษ์ป่า� กระทรวงจึงคิดตั้งโรงเรียนสำหรับพนักงานพิทักษ์ป่าขึ้นที่จังหวัดแพร่
ชื่อ “โรงเรียนประชารัฐพิทักษ์ป่า” ขึ้น�
เป็นแนวความคิดที่ดี� เนื่องจากตั้งแต่เรายุบโรงเรียนป่าไม้แพร่และสถานอบรมวนกรรมตาก� ที่ผลิตกำลังพลออกมาพิทักษ์รักษาป่า� ทำให้อัตรากำลังของเราเป็นคนหัวโตขาลีบ� ง่อยเปลี้ยพิการไปชั่วระยะหนึ่ง� ในการบรรยายของ� ฯพณฯ
ท่านรัฐมนตรีเสียดายที่ยังไม่ได้ลงลึกไปในเรื่องหลักสูตรว่าจะต้องมีการเรียนวิชาอะไรบ้าง� มีเพียงการกล่าวถึงเป้าหมายไว้ว่าต้องการให้มีจิตวิญาณในการรักษาป่าซึ่งในเรื่องนี้� เท่าที่มีประสบการณ์ได้เคยร่วมงานกับพนักงานพิทักษ์ป่าในสนามมายาวนานพอสมควร� ขอให้ข้อมูลว่าพนักงานพิทักษ์ป่าส่วนใหญ่ทุกคนถ้าได้หัวหน้าที่มีคุณธรรม� ขยัน�
พนักงานพิทักษ์ป่าร้อยละ� 90� เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ดี� เนื่องจากเป็นคนท้องที่� ย่อมรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้� และอีกทั้งถ้าผู้บังคับบัญชาขยัน�
ทุกคนที่อยู่ในหน่วยงานไม่มีใครอยากอยู่สำนักงานเพราะน่าเบื่อหน่าย� วันไหนที่ชวนออกป่าทุกคนจะกระฉับกระเฉง� ได้เคยสอบถามได้ความว่า� อยู่สำนักงานเบื่อวันหนึ่งๆ
มันหมดช้าไปป่าประเดี๋ยวก็ค่ำ�
ได้เดินออกกำลังและเก็บหาของป่ามาเป็นอาหารได้� ตอนกลางวันมีอาหารให้รับประทานไม่ต้องออกเงินซื้อเป็นการประหยัดไปในตัว�
(เพราะส่วนใหญ่เราจะใช้เงินกองกลางจากเงินสินบนหรือเงินรางวัลนำจับมาจัดซื้อเสบียง)� หากพบผู้กระทำผิดจับตัวได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเอง� จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพนักงานพิทักษ์ป่าในภาคสนามจึงอยากออกป่า� ฉะนั้นทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช�
ควรรีบหาอัตรากำลังมาเสริม�
พนักงานที่ยังเป็นลูกจ้าง�
ทีโออาร์�
ก็อัพเกรดขึ้นเป็นพนักงานราชการ�
และหาทางประกาศให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ� เพราะพวกเขาเหล่านี้คือกำลังหลักและกำลังสำคัญด่านแรกเป็นผู้ดูแลประตูเข้าสู่พงไพร...???
ก่อนจบเรื่องพนักงานพิทักษ์ป่าขอต่อเรื่องข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่รับนาย� เรื่องนี้สำหรับข้าราชการพลเรือนแล้ว� มีความเห็นว่าแทบจะทุกกระทรวงทบวงกรมเป็นเหมือนกันหมด� แต่ในฐานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รู้ได้เห็นมีความรู้สึกว่าจะหนักไปหน่อย� จนทำให้เจ้ากระทรวงต้องท้วงติง� มีกรมใดบ้างคิดว่าทุกท่านคงจะรู้� ต่างกรมฯ กันยังมารับ� ถ้าเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช� และกรมป่าไม้�
ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาตรวจงานที่อีสาน�
ผู้อำนวยการสำนักฯบางคน�
จากภาคเหนือและภาคใต้ยังตามมาก็มีให้เห็น�
เรื่องตามนายนี้ห้ามยากยิ่งกว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุนเสียอีก ...!?
เรื่องตามนายยังไม่เท่าตามเมียนาย
เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งมีน้องมาชวนให้พาคุณนายเที่ยวชมสินค้าในเมือง
คุณนายชอบดูผ้าไหมไทย จึงได้พาไปที่ร้านดังของจังหวัด
คุณนายชอบใจเลือกดูผ้ากันยกใหญ่ชอบผืนไหนก็สั่งเจ้าของร้านให้แพ็กใส่ถุงได้ไป 5 –
6 ผืน เสร็จก็ลุกขึ้นเดินชมผ้าอีกสักครู่ โดยไม่สนใจใคร เจ้าของร้านเอาบิลมา แทนที่จะให้กับคุณนายกลับให้ไอ้น้องคนติดตาม
ไอ้น้องรับมาดูแล้วรีบเอามาให้เพื่อนที่ไปด้วยในฐานะอาวุโส �พอเพื่อนเห็นราคาเท่านั้นแหละ �ตาเหลือกรีบเรียกพวกที่ติดตามถามว่าใครพกเงินมาเท่าไหร่เอามาให้หมด
รวบรวมได้ 20,000 บาท รีบรวบรวมให้เจ้าของร้าน �ส่วนคุณนายไปนั่งรอที่รถสบายเฉิบ� ไอ้เพื่อนที่มาเล่าให้ฟังว่า...
“กูไม่น่าตามไปเลย
เมียกูยังไม่เคยซื้อผ้าไหมราคาเป็นหมื่นให้เลย”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าตามนายดีกว่าตามเมียนาย
นายกินเหล้ากินหมูหัน เรายังได้กินด้วย ตามเมียนายมีแต่จั่วลม...???
พัน ชาดไพร

Last updated: 2016-03-01 19:23:42