คนที่อยากให้มีคนเคารพ ต้องรู้จักเคารพผู้อื่น
 
     
 
ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
พอรถมาถึงโรงเลื่อย เจ้าเพื่อนยากชวนเข้าไปพบเจ้าของ ข้าพเจ้าปฏิเสธบอกว่าจะนั่งรอที่รถ เพื่อนหายไปประมาณเกือบชั่วโมง
 

 

พ.ศ. 2518

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเป็นรถบรรทุกสิบล้อ บรรทุกไม้ท่อนจำนวน 2 ท่อน ขนาดความโตไม่น้อยกว่า 250 เซนติเมตร  วัดรอบต้น ยาวประมาณท่อนละ 20 เมตร ที่ปลายไม้ถูกวางพาดบนล้อรถสาลี่พ่วง 8 ล้อ กำลังหักตีวงจะเข้าไปในสถานที่เขียนว่าโรงเลื่อยเดชอุดม ขณะที่เจ้ารถยักษ์กำลังเดินหน้าถอยหลังเพื่อจะตีวงแคบที่สุดเพื่อเข้าไปในสถานที่ของมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พินิจพิจารณาว่ามันเป็นไม้อะไร และเป็นของใคร พอดีกับที่มุมหักของรถทำให้ทัศนียภาพในการมองสามารถดูได้ที่หน้าตัด เป็นไม้ใหม่สด ยางสีขาวยังไหลหยดเป็นสาย แต่สิ่งที่ประหลาดคือที่หน้าตัด และลำต้นมีการถากเปลือกไม้ และดูเหมือนว่าจะมีรูปรอยตราของเจ้าพนักงานตีประทับ กำลังจะเปิดประตูรถลงไปดู เจ้ายักษ์ตีวงเลี้ยวได้สำเร็จรถจึงวิ่งเข้าไปในโรงเลื่อยทิ้งฝุ่นและปริศนาคาใจไว้ ตอนแรกว่าจะขับรถวิ่งตามเข้าไปแต่ใจไม่กล้าเนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงสั่งให้พนักงานขับรถมุ่งหน้าไปที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ซึ่งได้นัดหมายเพื่อนที่เป็นหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าว่าจะพบกันในเวลา 16.30 น... 

ข้าพเจ้าเดินทางกลับจากออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ในท้องที่จังหวัดสุรินทร์ ทุกๆ 15 วัน จะต้องกลับมารายงานตัวและทำเรื่องขออนุมัติออกไปใหม่ ในตอนแรกๆ ก็มีพวกพี่ๆ ที่มีตำแหน่งพนักงานหรือนักวิชาการป่าไม้โท ทำหน้าที่หัวหน้าสาย ไปๆ มาๆ ทุกคนบอกเขตว่าตนเองมีภารกิจในฝ่ายมาก หน้าที่หัวหน้าสายจึงตกมาเป็นของข้าพเจ้า จะมีน้องๆ ที่บรรจุใหม่ เช่น คุณคำรณ คุณสมพงษ์ คุณมนตรี และอีก 2-3 คน วนเวียนกันออกไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสาย  มาวันนี้กำลังพลที่กลับมาด้วยกันมีพนักงานขับรถคือ ประสงค์ ผู้ช่วยคำรณ การเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปสุรินทร์ พวกเราจะนิยมใช้เส้นทาง อุบลราชธานี – เดชอุดม เข้าสู่สายยุทธศาสตร์ผ่านนอกตัวอำเภอของ กันทรลักษ์ ขุนหาญ ขุขันธ์ สังขะ เข้าสู่ฐานปฏิบัติการที่อำเภอปราสาท หากใช้เส้นทางอุบลราชธานี   ศรีสะเกษ สำโรงทาบ ศีขรภูมิ เข้าสุรินทร์แล้วแยกเข้าอำเภอปราสาท เส้นทางนี้มหาโหดเพราะมีการลาดยางเป็นบางช่วง นอกนั้นเป็นถนนลูกรัง หากใช้เส้นทางนี้ถึงที่หมายกลายเป็นลูกฝรั่งทันที เพราะไม่ต้องย้อมผมจะได้ผมสีทองโดยอัตโนมัติ ระยะทาง โชคชัย – เดชอุดม ประมาณ 250 กิโลเมตร เส้นอุบลราชธานี – ปราสาท ระยะ 210 กิโลเมตร แม้เดินทางใช้เส้นทางโชคชัย  ระยะทางจะมากกว่าแต่ถนนดีกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ดังนั้นทุกคนจึงนิยมใช้กัน...!?

ขณะที่เดินทางไปถึงปั๊มน้ำมันที่หมาย เพื่อนเสรีย์นั่งรออยู่ที่ห้องผู้จัดการสถานที่กำลังโอภาปราศรัยกับเจ้าของสถานที่อย่างมีรสชาติและดูจะสนิทสนมกันมาก พอข้าพเจ้าเข้าไป เพื่อนรีบร้องบอกว่า....

“เสี่ยวมานี่  มารู้จักเสี่ยวิชัยหน่อย รู้จักกันไว้ไม่เสียหลาย”

ข้าพเจ้ารีบยกมือไหว้เนื่องจากดูจะมีอาวุโสกว่า และได้รับการรับไหว้พร้อมกับคำตอบว่า...

                “คราวหน้าคราวหลังไม่ต้องไหว้ผมหรอกคุณทศ เสรีย์ เล่าประวัติให้ผมฟังหมดแล้ว เรามาเป็นเพื่อนกันดีกว่า”

เพื่อนหันมาเล่าให้ฟังว่าเสี่ยเป็นหุ้นส่วนของโรงเลื่อย หากข้าพเจ้าขาดเหลืออะไรบอกได้ ข้าพเจ้าร่วมสนทนาสักครู่ ก็พากันออกจากห้อง พอมาถึงรถบอกคำรณว่าข้าพเจ้าจะนั่งรถเข้าอุบลฯ กับเพื่อนให้คำรณคุมเจ้าประสงค์ขับรถตามไป ขณะที่สั่งอยู่นั้นประสงค์พูดแทรกขึ้นว่า.....

                “หัวหน้าผมเอารถเติมน้ำมันเต็มถังแล้ว หัวหน้าเสฯ สั่ง”

ข้าพเจ้านึกสงสัยว่าสั่งเจ้าประสงค์ตอนไหน และเอาเงินที่ไหนไปเติมน้ำมัน หรือคนขับดูเกจ์น้ำมัน เห็นมันเหลือน้อยจึงตัดสินใจเติมนึกได้จึงเดินไปหาคนขับรถ ควักกระเป๋าเงินออกมาดึงธนบัตรใบร้อย 2 ใบ ออกมายื่นให้ เจ้าประสงค์ร้องว่า...

                “ไม่ต้องเสียเงินหรอก หัวหน้าเสฯ บอกอภินันทนาการจากเสี่ยเจ้าของปั๊ม”

ข้าพเจ้าได้ยินนึกประหลาดใจว่า ทำไมจึงมาทำดีกับสายปราบปรามของข้าพเจ้า หรือว่าจะหวังผลในภายภาคหน้า  ใครๆก็รู้อยู่แล้วว่าของฟรีไม่มีในโลก ปริศนาคาใจไว้ถามเจ้าตัวดีกว่า...???

ข้าพเจ้าเดินไปขึ้นนั่งคู่กับคุณเสรีย์ ในห้องโดยสารมีเราเพียงสองคน เพราะเพื่อนไม่ชอบมีคนขับรถ เพื่อนกำลังสตาร์ทรถ ข้าพเจ้าอดรนทนไม่ไหวจึงถามว่า....

                “เสฯ นายเป็นหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่นี่ ได้ตรวจโรงงานแปรรูปไม้ บรรดาพวกโรงเลื่อยบ้างหรือเปล่า”

เพื่อนตอบแบบมั่นอกมั่นใจและภาคภูมิใจว่า....

                “ตรวจเป็นประจำ บางวันยังไปนั่งจิบน้ำชากับเจ้าของอาแป๊ะกิมเซีย แกใจดี ประเดี๋ยวจะพานายไปรู้จัก”

ข้าพเจ้ายังข้องใจ เรื่องน้ำมันที่เติมรถไม่หายจึงถามไปว่า

                “นายไปไถน้ำมันเขามาทำไม เป็นหนี้บุญคุณกันเปล่า”

เพื่อนเสฯ รีบบอกว่า...

                “เรื่องเล็กนายอย่าเอาไปคิดให้รกสมอง โรงเลื่อยปีหนึ่งกำไรไม่รู้เท่าไหร่ แค่น้ำมัน 30 – 40 ลิตร”

ข้าพเจ้ายังมีข้อสงสัยอยู่อีกเรื่องจึงถามไปว่า..

                “ตอนกันมาเห็นมีรถสิบล้อพ่วงสาลี่ขนไม้ยางขนาดใหญ่ จำนวน 2 ท่อน นายนั่งที่ปั๊มน้ำมันไม่เห็นมันบ้างหรือยังไง ต้นยังใหม่สด ยางงี้หยด ติ๋งๆ แต่ดันมีรูปรอยตรา นายนี้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่จริงๆ”

ข้าพเจ้ากระทู้ถามไม่พอยังตำหนิไปอย่างแรงอีกด้วย แทนที่เพื่อนจะโกรธกลับตอบหน้าตายว่า...

                “ไอ้ที่นายเห็นนั้นมันคันที่ 3 ก่อนหน้านี้มันเข้าไปแล้ว 2 คัน ไม้ยาง 5 ท่อน”

พอเพื่อนพูดจบ ข้าพเจ้าแทบสำลักความโกรธ แต่ตั้งสติได้จึงนั่งเงียบ ไม่พูดอะไรอีก พอจะรู้อะไรขึ้นบ้างแล้ว เจ้าเพื่อนมันอยู่หน่วยมีกำลังพล 2-3 คน แต่ต้องคุมโรงเลื่อย 2-3 โรง หากจะทำอะไรคงยาก แต่ก็น่าจะมีบทบาทบ้างเป็นคนมีสมอง พอรถมาถึงโรงเลื่อย เจ้าเพื่อนยากชวนเข้าไปพบเจ้าของ ข้าพเจ้าปฏิเสธบอกว่าจะนั่งรอที่รถ เพื่อนหายไปประมาณเกือบชั่วโมง เดินออกมาพร้อมจดหมายน้อยถือติดมือมา พอมาถึงรถขึ้นนั่งเรียบร้อยจึงบอกข้าพเจ้าว่า....

                “ไปเสี่ยววันนี้ ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่อนายสักครั้ง ไปสุรินทร์นายเป็นเจ้าภาพตลอด”

ข้าพเจ้าไม่ตอบปฏิเสธ แต่ลงจากรถไปบอกเจ้าสงค์ และคำรณฯ ว่าให้ตามไปที่ร้านข้าวต้มในตัวเมืองอุบลฯ กลับบ้านอาบน้ำก่อนก็ได้ พบกันหนึ่งทุ่ม...???

ก่อนจะดำเนินเรื่องต่อไปขอทำความเข้าใจก่อนว่า ในปี พ.ศ.นี้ ทางรัฐบาลได้มีนโยบายให้ทำไม้ออกเพื่อการค้า โดยให้จังหวัดที่มีป่าจัดตั้งบริษัททำไม้จำกัดขึ้น โดยมีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ผู้ประกอบการแปรรูปไม้และค้าไม้แปรรูป และประชาชนในท้องที่ร่วมกันเป็นหุ้นส่วน เช่นบริษัทอุบลราชธานีทำไม้จำกัด จะมีสำนักงานที่ทำการ โดยได้มอบป่าที่ได้จัดตั้งและจัดทำเป็นโครงการ ซึ่งป่าที่ว่านี้ จะเป็นป่าโครงการไม้กระยาเลย (ป่าบก) ทั่วประเทศจะให้สัมปทานระยะยาวมีทั้งหมด 328 หมวดตัดฟัน เนื้อที่ 189.373 ตารางกิโลเมตร แต่ละป่าโครงการจัดแบ่งออกเป็น 10 ตอน แต่ละตอนแบ่งออกเป็น 3 แปลง รวมทั้งหมด 30 แปลง ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) โครงการมีวัตถุประสงค์ที่จะอนุญาตให้ทำไม้ในลักษณะไม้ซุงแบบสัมปทานเพื่อการค้า ดังนั้น การทำไม้ในแต่ละโครงการจะเริ่มด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการตัดเลือกไม้โดยมีระเบียบกำกับ การคัดเลือกให้คัดไม้แก่ชรา ไม้วายน้ำมัน และไม้ที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ก่อน และห้ามมิให้คัดเลือกไม้ โทน ไม้เชื้อ ไม้สงวน สำหรับไม้สงวนนั้นได้กำหนด สำหรับไม้ยาง 50 เปอร์เซ็นต์ ไม้อื่น 30 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างหากเดินไปพบไม้ยางหนึ่งต้น ต้องมองหาไม้ยางขนาดเดียวกันอีกหนึ่งต้น จึงจะทำการเลือกทำออกได้ หากพบเป็นไม้โดดเดี่ยวคือไม้โทน ห้ามคัดเลือกโดยเด็ดขาด ขนาดจำกัดของไม้ได้กำหนดเช่นกัน ไม้ยางต้อง วัดรอบที่เพียงอก 250 เซนติเมตรขึ้นไป ไม้เหียง ไม้พลวง 150 ไม้ เต็งรัง 100 เซนติเมตรขึ้นไป เจตนารมณ์ของนักวิชาการที่ให้มีการคัดเลือกแบบเลือกตัดโดยแบ่งป่าแต่ละโครงการออกเป็น 10 ตอน และตอนละ 10 แปลง รวมเป็น 30 แปลง เพื่อว่า เมื่อทำไม้ในแปลงที่ 1 ออกไปแล้ว ไม้ที่คงเหลือจากการสงวนก็จะเติบโตขึ้นมาทดแทนจนครบรอบตัดฟัน 30 ปี เป็นเช่นนี้เรื่อยไป เป็นไซคลิกออร์เดอร์ คือไม่รู้จบ เพื่อให้การคัดเลือกได้กระจายเต็มพื้นที่ กำหนดให้เดินแบบสลับฟันปลา การคัดเลือกไม้เจ้าหน้าที่ เมื่อพบไม้ที่ต้องการแล้วจะต้องประทับตรา โดยถากเปลือกไม้ที่เราเรียกว่าหน้าเขียง มีเขียงบน เขียงล่าง ตราที่ใช้ประทับมีดวงตรา “ตัด” ดวงตรา “ต” และตีเลขเรียงรันนิ่งนัมเบอร์ต้นไม้ เวลาตีต้องตีปีย่อ พ.ศ. ที่ทำการคัดเลือกไว้ด้วย การประทับเขียงบนเขียงล่างจะมีข้อความที่ตรงกันทุกอย่าง เสร็จแล้วส่งบัญชีให้ฝ่ายจัดการป่าไม้ ได้ตรวจสอบและรายงานกรม ทางฝ่ายเมื่อได้เวลาสมควรแล้วสั่งให้บริษัททำการตัดฟันไม้ลงแล้ว จึงส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตีชักลาก โดยใช้ดวงตรา “ช-ลาก” และ ตรา “ต” เลขเรียงจำนวนท่อนและชักลากออกมารวมหมอนไว้ในที่ได้ขออนุญาตเป็นที่รวมหมอนไม้ ต่อไปป่าไม้จังหวัดจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปประทับตรา “ภล” แสดงว่าได้ชำระค่าภาคหลวง แล้วจึงจะขนย้ายไปทำการแปรรูปได้ รวมระยะเวลาขั้นตอนในการดำเนินการทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 6 เดือน ขึ้นไป...

 ดังนั้นไอ้ที่เราเห็นรถขนไม้เข้าโรงเลื่อยยังมียางหยด ติ๋งๆ นั้น หมายความว่า มันเป็นไม้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เราเรียกว่า “ไม้เถื่อน” นั่นเอง และหากมีดวงตราประทับก็เป็นดวงตราปลอมแน่นอน ประทับไว้เพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายที่ไม่รู้ระเบียบและอาจหลอกป่าไม้หน้าโง่หรือแกล้งโง่บางคนก็ได้เช่นกัน....???

                ข้าพเจ้าไม่ได้สังกัดฝ่ายจัดการป่าไม้จึงไม่มีโอกาสที่จะออกไปทำการคัดเลือกไม้ แต่การสังกัดฝ่ายป้องกันรักษาป่าก็มีหน้าที่ตรวจ การทำไม้ทุกกรณีอยู่แล้วในขณะนั้นยังอ่อนประสบการณ์ เวลาเข้าป่าโครงการเห็นรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบเดินหมุนตัวชักลากไม้แล้วหดหู่ ไม้ต้นเดียวแต่ทำให้บริเวณปริมณฑลที่เอาไม้ออกป่าเสียหายไป 5 – 10 ไร่ ดูแล้วอนาถใจแต่เป็นผู้น้อยพูดให้ใครฟังก็ไม่มีผู้รับฟังบางคนหาว่าเราอิจฉา ต้นไม้แต่ละต้นที่คัดเลือกมีแต่ต้นสวย ๆ เปลาตรง เหมาะแก่การแปรรูป ไม่ใช่ไม้แก่เฒ่าวายน้ำมันตามทฤษฏีแต่อย่างใด และเส้นทางที่เข้าไปเอาไม้ถูกกรุยทางด้วยรถตีนตะขาบ อันเป็นเหตุให้เกิดมีเส้นทางในป่ามากมาย ประชาชนจึงสะดวกในการเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครอง ข้าพเจ้าเห็นแล้วโครงการนี้น่าจะเป็นนโยบายที่ทำลายป่าซ่อนเร้น ขณะนั้นสถิติป่าในประเทศไทยมีถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่  น่าเสียดาย....????

หนึ่งทุ่มตรงคณะของเราพบกันที่ภัตตาคารหงส์ทอง ซึ่งอยู่เยื้องกับสถานอาบอบนวดที่เพื่อนเสฯ ว่าจะชวนไปปลุกใจเสือป่า ขณะที่พนักงานต้อนรับของภัตตาคารนำอาหารมาวาง พวกเราก็สนทนากันไปพลาง คำรณสงสัยถามขึ้นว่า...

                “พี่เสฯ ตรวจโรงเลื่อยบ้างหรือเปล่าพี่”

เจ้าเพื่อนยากตอบทันที.....

                “ไอ้น้องพี่ตรวจเป็นประจำ เข้าๆ ออกๆ จนคนไปติดต่อนึกว่าเป็นผู้จัดการ”

ข้าพเจ้าหมั่นไส้จึงโพล่งไปว่า.....

                “คงจะเป็นจริงผู้จัดการควบคุมไม้เถื่อนเข้าโรงเลื่อย”

เพื่อนแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะชอบใจ แล้วตอบว่า....

                “เสี่ยวเข้าใจหาเรื่องเข้าคุกให้ ไม่มีหรอกไม้ธง ไม้เถื่อน เสฯ เป็นเจ้าพ่อซะอย่าง”

แล้วเพื่อนก็พาเปลี่ยนเรื่องพูด เล่าเรื่องสองแง่สองง่ามให้คำรณ และประสงค์หัวเราะไม่หยุด อาหารหมดโต๊ะ พอดีเพื่อนลุกขึ้นเดินไปที่เคาว์เตอร์ ข้าพเจ้ารีบเดินตามคิดว่างวดนี้จะเป็นคนจ่ายเงินเอง พอไปถึงเพื่อนพูดกับชายวัยประมาณอายุ 40 เศษ ซึ่งเป็นเจ้าของภัตตาคารว่า.....

                “เฮียเต๊ก  ลงบัญชีเหมือนเดิม”

เจ้าของพยักหน้าข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปยืนเคียงข้าง พอดีกับเพื่อนหยิบจดหมายน้อยที่ได้จากโรงเลื่อยขึ้นมาแล้วร้องถามเจ้าของภัตตาคารว่า....

                “เฮียเต๊ก อั๊วมีเรื่องจะให้ลื้อช่วยหน่อย อั๊วได้จดหมายน้อยจากอาแป๊ะกิมเซีย แต่แกเขียนเป็นภาษาจีนอ่านไม่ออก เฮียช่วยอ่านให้ฟังหน่อยได้มาหลายครั้งแล้วไม่รู้แป๊ะเขียนอะไร”

เจ้าของร้านรับมาแล้วกางลงบนเคาว์เตอร์ คลี่กระดาษออกแล้วบอกให้เพื่อนเตรียมฟัง แล้วข้อความก็หลุดจากปากล่ามจำเป็นว่า...?!  

                “ถึง  อาคุงสุริยา

                                ลื๊อช่วยให้ อาลูกหมา ได้อาบน้ำ 2 ชั่วโมง ลงบัญชีเก๋าเจี๊ยะ

                                                                                                                       แป๊ะกิมเซีย

แล้วเจ้าของภัตตาคารก็ส่งกระดาษให้ ข้าพเจ้ามองไปที่หน้าเห็นอมยิ้ม แต่หน้าเพื่อนเสฯ นี้ซิดูไม่จืด งานนี้ตลกไม่ออก พอมาถึงข้าพเจ้าเย้าไปว่า อย่างนี้เอาไว้ไม่ได้แล้วโทษหนักนะเถ้าแก่กิมเซีย โดนแน่ข้อหา...

“ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน”

แล้วข้าพเจ้าขอตัวกลับบ้านไม่ยอมเป็นลูกหมาตกน้ำที่สถานบริการอาบอบนวด.....??????

 


Last updated: 2016-02-19 23:57:34


@ ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
856

Your IP-Address: 18.204.2.146/ Users: 
853