�
ช่วงนี้ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ฯไม่อยู่
ข้าพเจ้าต้องรับหน้าที่แทน ขณะที่เปิดแฟ้มเสนอลงนามไปแล้วเกือบหมดโต๊ะ
สุภาพสตรีหน้าห้องผู้อำนวยการสำนักฯ เดินเข้ามายื่นแฟ้มส่งให้พร้อมกับเอ่ยว่า...
“หนูเห็นเป็นเรื่องด่วนเลยรีบเอามาให้พี่ทศ”
เธอกล่าวเสร็จรีบเดินออกไป
ข้าพเจ้าจึงทักขึ้นว่า...
“ท่าน
ผอ.ไปราชการกี่วัน”
เธอหันมาตอบว่าท่านไปราชการ
7 วัน
แล้วเธอก็จากห้องไป ข้าพเจ้าหยิบตรงหน้าเปิดขึ้นดู
เป็นรายงานการจับกุมการบุกรุกอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ในใจนึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา
มีการบุกรุกกันทุกวัน แต่พออ่านจนจบ จึงทำให้หัวใจเต้นแรง
เพราะมิใช่การบุกรุกธรรมดา แต่เป็นรายใหญ่ เนื้อที่ 300 กว่าไร่เกือบจะ
400 ไร่
ที่สำคัญคือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้สักคนนี่ซิมันน่าเจ็บใจ
ไม่ได้การแล้วต้องหาความจริงเสียก่อน จึงให้เจ้าหน้าที่ไปตามผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ
ซึ่งเปลี่ยนใหม่หมาดๆมาสอบถาม พอผู้อำนวยการส่วนมาถึงท่านเอ่ยถามก่อนเลยว่า...
“มีอะไรหรือพี่ทศ
เห็นรีบร้อนจังเลย”
ข้าพเจ้าจึงส่งหนังสือซึ่งยังไม่ผ่านส่วนอุทยานแห่งชาติ
เพราะหน้าห้องเห็นด่วนมากเลยเอามาให้ดูก่อน ข้าพเจ้าจึงถามไปว่า...
“คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า
ความจริงมันเป็นยังไง...?!!
ผู้นั่งตรงหน้าตอบราบเรียบว่า...
“หัวหน้าอุทยานรายงานผมทางโทรศัพท์แล้ว
ว่าจะมีหนังสือตามมา ไม่นึกว่าจะมาเร็วอย่างนี้”
ข้าพเจ้าจึงถามต่อว่า...“คุณไม่เห็นความแปลกของการบุกรุกบ้างหรือยังไง”
ผู้ถูกถามตอบว่า... “ดูอยู่
เห็นว่าเนื้อที่ทำไมมากอย่างนี้ และยังจับตัวผู้ต้องหายังไม่ได้ ผมถามไป
ได้รับคำตอบจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวว่า พวกบุกรุกแผ้วถางชอบมาตอนตีสี่
ตีห้า เลยจับไม่ได้สักที ถ้าส่งคนไปเฝ้าก็ไม่มา”
แล้วรู้สึกว่าผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ
นึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบพูดขึ้นว่า...
“ผมลืมบอกพี่ทศไปว่าเรื่องการบุกรุกอุทยานรายนี้ต้นเรื่องมาจากตำรวจป่าไม้ทราบข่าว
นำกำลังมาจากกองบังคับการที่กรุงเทพฯ แล้วประสานหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ
สนธิกำลังกันพี่ไม่ต้องห่วงเบื้องบนคงทราบแล้ว”
พอข้าพเจ้าได้ยินประโยคนี้หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
หน่วยงานของเราแท้ๆให้คนอื่นเข้ามาเหยียบจมูกได้
ผู้อำนวยการส่วนก็มองโลกในแง่ดีไม่รู้ว่าภัยกำลังจะถึงตัว หากเรื่องเข้าหู ฯพณฯ
รัฐมนตรี ไล่มาที่ปลัดกระทรวง ติดตามมาถึงอธิบดี
สุดท้ายผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ฯ แล้วต่อไปไม่อยากจะพูด
ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ได้ไปอยู่ออมก๋อยแน่นอน...
ใจไม่นิ่งเสียแล้วให้เด็กนอกห้องไปตามตัว
ประเวศ สุจินพรัหม มาพบด่วน ไม่ถึง 15 นาทีคนที่ถูกตามตัวมานั่งข้างๆ
ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ข้าพเจ้าจึงแจ้งให้ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ
เตรียมเครื่องนอนไปหนึ่งชุดตอนพรุ่งนี้เช้าเจอกันที่หน้าสำนักฯ
ตกลงกันเสร็จให้กลับไปทำงานต่อได้
คราวนี้เล่าเรื่องราวให้คนที่ถูกตามมาฟังว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเพียงย่อๆ
และให้นัดหมายกำลังพล โดยให้บุญล้อมเป็นพลขับ ประสิทธิ์ ชงโคไปเป็นกำลังเสริมอีกคน
พบกันที่สำนักฯตอน 09.00 น.เมื่อการนัดหมายกันเสร็จสิ้นแล้วให้ประเวศกลับไป
จึงรีบดูแฟ้มตรงหน้าซึ่งไม่รู้ว่ามันมาเพิ่มตอนไหน
กว่าจะลงนามเสร็จก็เกือบจะห้าโมงเย็นแล้ว
เก็บหนังสือจัดโต๊ะเตรียมตัวกลับที่พักพอดีโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา รีบรับสาย
เสียงคุ้นหูแต่ออกจะร้อนรนไปหน่อยว่า...
“พี่ทศ ใช่ไหมพี่
ผมมีเรื่องร้อนใจจะถามพี่เรื่องตำรวจป่าไม้ไปจับบุกรุกอุทยานแห่งชาติ
ข่าวมีว่าได้บุกรุกเข้าไปในโครงการปลูกป่า บ้านเล็กในป่าใหญ่
ขอให้พี่ตรวจสอบและรายงานด่วนด้วย ท่านปลัดกระทรวงต้องการทราบ ถ้าเป็นจริง
ท่านอธิบดีของเราแย่แน่เลยพี่”
พอสิ้นเสียง
ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเสียงของหน้าห้องท่านอธิบดีจึงรับปากว่าจะรายงานให้ทราบภายใน 3 วัน
พอได้ข้อมูลพร้อมแล้วสมองเริ่มทำงานผ่านกระจกที่กั้นห้องของกลุ่มงานวิชาการเห็นผู้ใต้บังคับบัญชายังไม่กลับบ้านและคนที่ต้องการพบตัวกำลังก้มหน้าอยู่กับแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์
จึงเดินออกมาตรงประตูเรียกเบาๆ...
“วิบูลย์
มาพบผมหน่อย”
เจ้าหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาพอดีได้ยินก็วางมือจากงานเดินมาที่ห้องนั่งลงตรงหน้าแล้วถามว่า...
“หัวหน้ามีอะไรหรือครับ
จะให้ผมไปตามหัวหน้าวิสูตรฯหรือเปล่า”
ข้าพเจ้าไม่ชักช้าเข้าเรื่องทันที...
“ผมจะใช้คุณนั้นแหละ
คอมพิวเตอร์ของเรามีโปรแกรมวางผังแปลงสวนป่าเมื่อได้จุดพิกัดจากเครื่อง จี พี เอส
ครบทุกจุด และสามารถคำนวณเนื้อที่ได้ด้วยหรือไม่”
เจ้าวิบูลย์รับคำว่าทำได้
ข้าพเจ้าจึงได้ตกลงกันว่า สองวันนี้วิบูลย์ สแตนบายเครื่องไว้
ข้าพเจ้าจะไปจับพิกัดในพื้นที่แล้วแล้วจะโทรศัพท์รายงานมาให้ช่วยจัดทำรูปแปลงพร้อมคำนวณเนื้อที่ให้เรียบร้อย
งานอื่นหยุดไว้ก่อนบอกวิสูตรด้วย พอสั่งงานเสร็จรีบลงไปชั้นล่างไปเตือน ประเวศ
ให้เอาเครื่อง จี พี เอส ไปด้วย สำรองไว้สักเครื่องก็ดี
เมื่อเข้าใจกันดีแล้วต่างแยกย้ายกลับที่พัก...???
เช้าทุกคนมาพร้อมหน้าโชคดีเราได้รถใหม่ขับเคลื่อนสี่ล้อ
สเปซแคป นั่งหน้าสองหลังสาม กำลังพอดีและมีที่วางเอกสารได้อีกหน่อย....
สู่จุดหมายข้าพเจ้าให้บุญล้อมขับรถไปหาโรงแรมในตัวอำเภอเลิงนกทา
พอดีออกนอกตัวอำเภอไม่ถึงกิโลเมตร โรงแรมเปิดใหม่ราคาเยาว์ และเงียบมีคนมาพักน้อย
จึงเช็คอินท์ 2 ห้อง
คิดว่าจะแบ่งคนละห้องจะได้ไม่ต้องยัดเยียดทั้งๆที่คิดไว้ในใจว่าวันนี้ทั้งคืนคงไม่ได้นอน
ข้าพเจ้าจับคู่กับ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ อีกห้องให้ประเวศ บุญล้อม
และประสิทธิ์ ชงโค พักร่วมกัน ว่าจะเปิดอีกห้องสำรองไว้ให้สายตรวจสำนักฯสายที่ 3
ซึ่งมีกำลังพล 3 คน
แต่มานึกว่าโรงแรมนี้มีห้องว่างมากไว้มาถึงคอยจัดการดีกว่าจึงนัดหมายกับประเวศ ตี 3
ทุกคนพร้อมที่หน้าโรงแรม...?
เช้ามืดตี 3 ตรง
ทุกคนพร้อมที่หน้าโรงแรม งานนี้มีสายตรวจสำนักฯร่วมด้วย 3 คน
รวมกำลังพล 8 นาย ข้าพเจ้าจึงสอบถามทีมงานอุปกรณ์ในการทำงานเช่นเครื่องจับพิกัดดาวเทียม
(GPS) ค้อนตรา “ต” ตรา “ย” เลขเรียง เทปวัดระยะ
พร้อมหรือยัง ได้รับคำตอบทุกอย่างเรียบร้อย ทุกคนเดินทางโดยยานพาหนะ รถปิกอัพ 2
คัน มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว
ด้วยจิตใจจดจ่อและกระตือรือร้น
เนื่องจากทราบจากทางหัวหน้าอุทยานฯว่าพวกถางไร่ชอบมา ตี 4 ตี
5 ฉะนั้นเราต้องไปถึงก่อน ได้ประสานหัวหน้า
อุทยานฯว่าให้ส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสมทบด้วย
หัวหน้าบอกว่าได้สั่งเจ้าหน้าที่พนักงานพิทักษ์ป่า “ดานหินแตก” ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุไปสมทบ...
คณะของเรามีกำลังพล ประมาณ
15 คน
พร้อมรถปิกอัพ 3 คัน มาถึงกลางที่แปลงถูกบุกรุก
ข้าพเจ้ายกนาฬิกาขึ้นดู มันเป็นเวลาเกือบตี 4 แล้ว ขาดไป 4
นาที จึงรีบสั่งการให้กระจายกำลังออกเป็น 4 ทิศ
ข้าพเจ้าและประเวศ ไปทิศตะวันออกมีพนักงานพิทักษ์ป่าติดตามมาสองนาย
ใกล้สางเต็มทนแล้วความมืดค่อยจางหายไป ข้าพเจ้าเดินนำหน้ามุ่งตรงทิศตะวันออก
พอเดินได้ประมาณ 15 นาที หูแว่วเสียง
เงี่ยหูฟังจับใจความได้ว่าเสียงเครื่องยนต์ แต่ไม่ชัดนัก
จึงใช้เสียงเป็นเครื่องนำทาง ข้าพเจ้ามัวแต่ใจจดจ่อกับเสียงและเดินจ้ำอ้าวไม่มองเพื่อนร่วมทาง
หันมาอีกที ไม่เห็นทั้งประเวศ และพนักงานพิทักษ์ป่า
แต่ไม่เป็นไรเพราะพื้นที่ที่เราเดินเป็นที่โล่งบางแห่งถูกพรวนดินเตรียมปลูกมันสำปะหลัง
มีต้นไม้แซมเป็นกอและที่ยังแผ้วถางไม่หมดเป็นจุด จึงเดินตามเสียง ซึ่งไม่ได้ดังไปกว่าเดิม
สร้างความสงสัยทำไมไม่ถึงสักที มาถึงจุดหนึ่งฟ้าสางพอดี พบบริเวณพื้นที่ถูกไถใหม่
เห็นมีไม้ท่อนที่ตัดไว้แต่ยังไม่ได้ขนไป จำนวน 8 ท่อน
แต่หูเจ้ากรรมยังได้ยินเสียงเครื่องยนต์
ฟ้าสว่างพอดีจึงเห็นรอยล้อรถไถนาเดินตามเป็นล้อเหล็ก
และแล้วเสียงเครื่องยนต์ก็หยุดหายไป ข้าพเจ้าจึงหันรีหันขวางมองหาพรรคพวก
ไม่ปรากฏว่ามีใครตามมาทำอย่างไรดี เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี
อยากรู้ว่ารถมันหายไปไหน
จึงเดินตามรอยล้อรถเนื่องจากล้อเหล็กมันจึงกัดดินลึกพอจะให้ตามได้ เดินตามประมาณ 200
เมตร พบถนนดินบดอัดตัดขวางหน้าอยู่ แต่เจ้ารอยล้อรถมันหาเดินตามถนนก็หาไม่
มันตัดตรงดิ่งไปตรงหน้า
หลังจากเงยหน้าจากการเดินตามรอยที่ปรากฏตรงหน้าเป็นบ้านหลังเล็ก ขนาด 2 ห้องนอน ใต้ถุนสูง หลังคามุงด้วยอะไรไม่ทันสังเกต
แต่สันนิษฐานว่าที่เห็นนี้เป็นที่อยู่อาศัยกึ่งถาวร
สิ่งที่สำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า...
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าบ้านเป็นรถไถนาเดินตาม
จำนวน 2 คัน
ขนาดและรุ่นเดียวกัน สีส้ม คันหนึ่งจอดข้างซ้าย ทางเข้าบ้าน คันที่สองจอดทางขวามือ
ขณะนี้ฟ้าสว่างเต็มที่แล้วข้าพเจ้าจึงเดินดูที่รถทั้งสองคัน
ปรากฏว่าคันที่อยู่ทางขวามือมีอุปกรณ์ผาลไถใบเดี่ยวติดตั้งและมีร่องรอยของดินติดอยู่ที่ล้อเหล็กและผาลไถยังใหม่เปียกอยู่เลย
ใช้มือลูบคลำที่เครื่องยังอุ่นๆ แสดงว่าเพิ่งผ่านการใช้งาน
แสดงว่าคันขวามือเป็นคันที่ข้าพเจ้าเดินตามมาแน่นอน ขณะที่กำลังยืนครุ่นคิดอยู่
ประเวศ และพนักงานพิทักษ์ป่าตามมาทันพอดี ข้าพเจ้าจึงเล่าเรื่องตั้งแต่การตามเสียงจนมาพบรถ
ประเวศจึงเดินตรง
ไปที่บ้านห่างไม่ถึง 10 เมตร เรียกหาเจ้าของบ้าน
ปรากฏว่ามีชายวัยกลางคนออกมา
และตรงทางขึ้นบันไดมีรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งถอดทิ้งไว้สภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน
ประเวศจึงขออนุญาตเจ้าของบ้านให้พนักงานพิทักษ์ป่านำไปทาบกับรอยเท้าที่ปรากฏในที่เกิดเหตุ
ได้สอบถามเจ้าของบ้านว่าเป็นผู้ไถพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือไม่
ในตอนแรกปฏิเสธ แต่พอเราชี้แจงหลักฐานจึงยอมรับสารภาพแต่ขอร้องไม่ให้ยึดรถไถ
ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นการหน่วงเหนี่ยวไว้
จึงให้ประเวศรีบบันทึกการจับกุมและให้บันทึกร่องรอยภาพร่องรอยต่างๆไว้
แม้แต่รอยเท้าที่เข้ากันได้พอดี และให้ยึดไม้ท่อนในที่เกิดเหตุด้วย จำนวน 8
ท่อน ขณะที่กำลังบันทึกอยู่นั้น
มีชายหนุ่มขับขี่จักรยานยนต์มาแล้วก็จอดเดินไปขับขี่รถไถนาเดินตามอีกคันออกจากที่พวกเรานั่งอยู่
คงจะเป็นลูก เกรงว่าพวกเราจะยึดไปด้วย เพื่อไม่ให้เกิดมวลชน พอดีกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวมาถึง
จึงให้นำรถไถนาเดินตามของกลางขึ้นรถไปเก็บรักษาไว้
พอบันทึกเสร็จลงนามกันทุกคนแล้วประเวศพูดขึ้นว่า...
“พี่เราจะเอายังไงพนักงานพิทักษ์ป่าที่ยิงยางรถแทรกเตอร์ของเขาแตกเสียหาย”
ข้าพเจ้าจึงให้พนักงานพิทักษ์ป่ามาพบได้อบรมว่ากล่าวไปอย่างรุนแรงเพราะข้าพเจ้าเกลียดมากการใช้ปืนโดยไม่สมเหตุสมผล
พนักงานพิทักษ์ป่า อ้างว่าขู่แล้วรถไม่ยอมหยุด
ข้าพเจ้าจึงบอกไปว่าไม่หยุดก็วิ่งตามไปซิรถไถวิ่งช้าอยู่แล้วคุมไปให้ถึงบ้านจับที่บ้านก็ได้
จึงยกตัวอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ให้ดู พออบรมเสร็จประเวศถามว่า...
“เรื่องนี้เราจะเอายังไงดี”
ข้าพเจ้าตอบไปว่า... “บันทึกการจับกุมตามความเป็นจริง
ระวังเรื่องเนื้อที่รายรถไถนาเดินตาม 2 งาน รายรถแทรกเตอร์ 1
ไร่ ลงพิกัดให้เรียบร้อย”
ได้มอบเรื่องราวให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวกล่าวโทษร้องทุกข์
แล้วพวกเราก็พากันไปทำการตรวจพื้นที่ที่ลงข่าวว่าบุกรุกเนื้อที่เกือบ 400 ไร่
ได้เดินดูแล้วรู้สึกอดสูใจพื้นที่ที่ป่าสมบูรณ์ไม่น่าจะโดนบุกรุกได้ขนาดนี้
ขณะตรวจสอบเป็นขั้นตอนการเก็บริบสุมเผา บางท่อนยังคุกกรุ่นไปด้วยไฟ
มีไม้ทุกขนาดทุกชนิด ขนาดไม้ยางนา ต้นโตวัดรอบต้นได้ 250 เซนติเมตร
ก็ยังมีให้เห็นถูกเผาจนเหลือเป็นท่อนไม่ถึง 2 เมตร
เมื่อตรวจสภาพพื้นที่แล้วจึงให้พวกเราเริ่มรังวัดพื้นที่
โดยได้จัดทำหมุดหลักฐานไว้เพื่อตอกติดไว้ที่พื้นดิน
และอ่านค่าพิกัดรายงานทางโทรศัพท์มือถือให้
เจ้าหน้าที่ที่สำนักฯ
คือเจ้าวิบูลย์ฯทุกหมุด และหมุดใดที่ตอกติดข้างต้นไม้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไม้ยาง
ไม้ตะแบก จะถากหน้าเขียงตีตรา “ต” และปีย่อกำกับไว้ทุกต้น เดินรอบจนครบ 38 จุดเรียบร้อย
ก่อนที่จะเดินทางต่อไปได้โทรศัพท์ประสานเจ้าวิบูลย์ให้รีบดำเนินการ
แล้วชวนผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ และประเวศ ให้ บุญล้อมขับรถไปบ้านน้อมเกล้าที่อยู่ทางเหนือแปลงเข้าไปถามหาโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
ทางผู้นำหมู่บ้านให้ประสานกับหน่วยทหารที่มีหน้าที่คือ หน่วย ร.16 พัน 2 โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่จะอยู่ที่ หมู่ 17
ตำบลบุ้งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร
ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านน้อมเกล้านั้นเอง ในโครงการนี้มีชื่อป่า “ป่าดงวัด” มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร
มีพืช ผลไม้ป่า สมุนไพร สัตว์ป่าบางชนิดอาศัยอยู่
ได้มีการจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ป่าดูแล เนื้อที่ 2,789 ไร่ พวกเราเมื่อได้ข้อมูลและแผนที่แล้วจึงเดินทางเข้าไปดู สภาพป่าเป็นลักษณะป่าชุมชนที่มีหมู่บ้านรายรอบพากันดูแลรักษาไว้
ก็นับว่าสมบูรณ์พอสมควรและได้สอบถามราษฎรปรากฏว่าไม่มีการบุกรุกพื้นที่แต่อย่างใด...??
ทีมงานค้นหาความจริงของพวกเราจึงเดินทางกลับ
แวะร้านรับส่งแฟกซ์ที่ได้ติดต่อไว้ก่อนไป ได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น ข้าพเจ้าดูแล้วเห็นรูปแปลงที่บุกรุกและมีเนื้อที่ประมาณ
382 ไร่
จึงถ่ายเอกสารเพิ่มอีก 2 แผ่น
ให้บุญล้อมไปเช็คเอ๊าที่โรงแรมแล้วเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี
มาถึงสำนักงานประมาณเกือบ 3 ทุ่ม ต่างแยกย้ายกันกลับที่พัก
ขอนอนให้สบายสักวัน...
รุ่งเช้ารีบเข้าสำนักงานนัดให้ประเวศไปทำการร่างหนังสือแจ้งกรมด่วน
ว่าการบุกรุกพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ
ภูสระดอกบัวครั้งนี้เป็นพื้นที่ไม่อยู่ในโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่”เพียงแต่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน
พอถึงห้องยังไม่ทันได้นั่ง ประเวศถือหนังสือที่สั่งให้ร่างรายงานกรมมาให้
ข้าพเจ้าอ่าน 15 นาที
สั่งพิมพ์และเขียนหัวกระดาษบอกชั้นความเร็วว่า “ด่วนที่สุด”
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแฟ้มเรื่องก็มาวางที่โต๊ะ
ในฐานะรักษาการลงนามทันที บอกประเวศว่าให้ส่งแฟกซ์ 2 ฉบับ
ฉบับที่ 1 ส่งเรียนท่านอธิบดี ฉบับที่ 2 ส่งให้หน้าห้องท่านอธิบดีจะได้สบายใจเสียที ข้าพเจ้าพลอยยกภูเขาออกจากอกเช่นกัน...
แต่สิ่งหนึ่งที่พลาดไปคือเจ้าของรถแทรกเตอร์
ที่ถูกพนักงานพิทักษ์ป่ายิงล้อยาง
ได้เข้าแจ้งความว่าเจ้าหน้าที่พยายามฆ่าและทำให้เสียทรัพย์
ตามข่าวพนักงานสอบสวนไกล่เกลี่ย ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวคืน
รถไถนาและทางเจ้าของรถแทรกเตอร์จะไม่เอาความ หัวหน้าอุทยานเลือก
ตามที่พนักงานสอบสวนเสนอจึง
วิน วิน กันทั้งสองฝ่าย งานนี้หากข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าอุทยานคงออกอีกรูปหนึ่ง
แต่เมื่อมอบอำนาจให้หัวหน้าอุทยานตัดสินแล้วเราจะไปบังคับให้ทำตามเราก็ไม่ได้
เพราะเราไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ ทุกคนย่อมหาทางเอาตัวรอดไว้เสมอ
งานนี้ข้าพเจ้าไม่ขอตำหนิ เพราะนึกไปใจเขาใจเราไม่เหมือนกัน
และงานนี้ทำให้พอสิ้นปีผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ต้องรีบขอเออร์ลี่รีไทร์
และหนูตัวนี้ก็ยังอาจหาญช่วยราชสีห์...ไม่รู้จะออกหมู่หรือจ่า...???

Last updated: 2016-01-04 22:58:22