คิดว่าทำได้ย่อมมีโอกาสมากกว่าคนที่คิดว่าทำไม่ได้
 
     
 
โจทย์ที่เพียรพยายามหาคำตอบ
ทำไมเราจึงต้องตัดต้นยางพาราทิ้ง คำตอบที่ได้บางคนก็ให้ข้อมูลว่าไม้ยางพารามีขนาดเล็กอยู่
 

 

จากการติดตามยุทธการทวงคืนผืนป่าของทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชมาโดยตลอด ไม่ว่าจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อทางโทรทัศน์ และสอบถามไปยังบรรดาน้องๆที่ปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนาม ว่าเมื่อเรายึดคืนพื้นที่ที่ปลูกยางพารา ทำไมเราจึงต้องตัดต้นยางพาราทิ้ง คำตอบที่ได้บางคนก็ให้ข้อมูลว่าไม้ยางพารามีขนาดเล็กอยู่ ทางกรมให้โค่นทิ้ง หากยางพาราที่อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปที่ให้น้ำยางได้ให้โค่นทิ้ง 40 เปอร์เซ็นต์  คงเหลือไว้ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่จะโค่นอย่างไรยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ กรณีที่ว่านี้จะเป็นสวนป่าที่เข้าตรวจยึดและไม่ทราบตัวผู้ต้องหาหรือเจ้าของสวนไม่แสดงตัว  ในกรณีที่แสดงตัวหรือจับตัวเจ้าของได้ยังไม่ทราบวิธีปฏิบัติ เพราะยางพาราที่เขานำมาปลูกเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของสามารถเรียกคืนได้หรือไม่ ยังไม่ทราบ เหตุและผลของการต้องตัดต้นยางพาราเพื่อปลูกป่าขึ้นใหม่ 

ฯพณฯท่านรัฐมนตรีดาว์พงษ์ รัตนสุบรรณ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า สวนยางพาราเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และรากของต้นยางพาราไม่อุ้มน้ำอีกด้วย ความเห็นนี้คงเป็นของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำเสนอท่าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วชาวป่าไม้ทุกคนคงพอจะทราบเช่นเดียวกับท่าน การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นเนื้อที่ผืนใหญ่ย่อมมีโรคระบาดง่ายและรุกลามเร็ว  ทำอันตรายต้นไม้ให้ได้รับความเสียหายจนหมด สำหรับรากที่ว่าไม่อุ้มน้ำ ถ้าท่านเคยเดินเข้าไปในสวนยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ท่านจะเห็นเรือนยอดเบียดเสียดชิดกัน บดบังแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้น  แม้แต่ต้นหญ้าก็ไม่สามารถขึ้นอยู่ได้ อย่าคิดไปถึงไม้ชนิดอื่นเลย จึงทำให้พื้นดินเตียนโล่ง บางแห่งถูกทับถมด้วยใบยางพาราที่ร่วงหล่นลงมาทับถมปิดบังดินไว้หมด เวลาฝนตกน้ำจะไม่ซึมลงดินแต่จะไหลหลากที่หน้าดินแทน เสมือนราดน้ำไปบนพื้นปูนซีเมนต์ที่ฉาบมัน จึงทำให้ดินไม่อุ้มน้ำ เป็นลักษณะทางกายภาพที่ผู้เขียนนำมาเล่าสู่กันฟัง...?

เรามาดูว่าทำไมการปลูกยางพาราเป็นผืนขนาดใหญ่บ้าง  เล็กบ้างจึงไม่สามารถจัดให้เป็นป่าตามธรรมชาติ เหมือนการปลูกไม้ยาง ประดู่ พะยูง ก็เนื่องมาจาก การเตรียมพื้นที่ปลูก ที่แตกต่างจากการปลูกสวนป่าทั่วไปของเรา การปลูกยางพารานั้น พื้นที่ต้องไม่มีตอไม้หลงเหลืออยู่เลย ผู้เขียนเคยสงสัย

ในสมัยอยู่หน่วยป้องกันรักษาป่า มีเกษตรอำเภอเอาบัญชีรายชื่อเกษตรกรมาให้แล้วบอกว่าเกษตรกรในบัญชีเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกยางพารา ของกรมการส่งเสริมการเกษตร อาจมีบางคนมีที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติขอให้ทางป่าไม้อนุโลมให้ด้วย ในตอนแรกไม่ได้ใส่ใจอะไร พอมาวันหนึ่งเข้าพื้นที่เห็นชาวบ้านระดมกันตัดฟันไม้หนุ่ม ไม้แก่ออกจากพื้นที่ของตนจนหมด จึงเข้าจับกุมรายที่บุกรุกป่า ได้เลื่อยโซ่ยนต์มาหลายตัว สอบถามได้ความว่า เจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าถ้าปลูกยางพาราต้องตัดต้นไม้ออกหมด แม้แต่ตอต้องเอาออก ชาวบ้านบางคนไม่มีปัญญาจ้างรถแบ็กโฮมาขุดตอ จำเป็นต้องเผาตอทิ้ง และรอจนเน่าเปื่อย ขั้นตอนเมื่อเอาตอไม้ออกหมดแล้วต้องไถดะ 2 ครั้ง และไถพรวนอีก 1 ครั้งการเตรียมแปลงโดยการไถปรับพื้นที่ในลักษณะเช่นนี้ เป็นการทำลายธรรมชาติเดิมหมดไปจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น สวนป่าคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่สวนป่าได้ทำลายไม้ธรรมชาติเช่นประดู่ แดง เหียง พลวง ไผ่ ฯลฯ เมื่อปลูกยางพาราทำให้พื้นที่เสื่อมสภาพไปอีก นี้น่าจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่สวนป่าไม้ยางพาราจัดให้เป็นสวนป่าธรรมชาติไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้เพิ่มระบบนิเวศเสมือนป่าไม้ทั่วๆไป...?

เหตุในการตัดต้นยางพาราเมื่อเราทวงคืนผืนป่านั้น เมื่อ ปี พ.ศ.2557 ตอนเราเปิดยุทธการทวงคืนผืนป่าที่อุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา หมู่เกาะ พี พี จังหวัดกระบี่ เมื่อยึดคืนพื้นที่แล้วมีการตัดฟันพืชผลอาสิน คือ ปาล์ม และยาพารา กว่า 2.2 หมื่นไร่ โดยก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ  จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมป่าไม้ ไม่ให้ตัดตัดฟันไม้ยางพาราที่กรีดยางได้ และให้หาแนวทางให้ใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ไม่อาจให้ใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ ความเห็นดังกล่าวของหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังกล่าวทำให้ นางมิ่งขวัญ วิชัยรังสฤษดิ์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น ได้เรียกประชุมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไปปัญหาสวนยางพาราบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ทั้งนี้ภายหลังประชุม ได้มีหนังสือถึง พลเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานเรื่อง แนวทางการจัดการต้นยางพาราที่ปลูกในป่าโดยมิชอบ โดยระบุว่าตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจหลายครั้งเกี่ยวกับการควบคุมพื้นที่ไม่ให้มีการบุกรุกแผ้วถางเพิ่มเติม ไม่ให้มีการปลูกยางพาราอย่างไม่จำกัด รวมทั้งเรื่องการยับยั้งการตัดยางพาราที่ปลูกในพื้นที่ป่าโดยมิชอบ แต่ยังมีข่าวปรากฏในรายการโทรทัศน์ และเว็บไซด์เกี่ยวกับการทวงคืนผืนป่า และการรื้อถอนพืชผลอาสิน  เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเรียนว่าได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้จัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้พิจารณากำหนดแนวทางการจัดการต้นยางพาราที่ปลูกในพื้นที่โดยมิชอบ ที่ประชุมได้จัดทำร่าง ดังนี้…

1.กรณีป่าสงวนแห่งชาติ ในส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1,2 และพื้นที่ป่าอนุรักษ์โซนซี สำหรับยางพาราที่มีอายุ 1-3 ปี ดำเนินการตัดหมดในคราวเดียว ต้นยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปหรือสามารถกรีดยางได้ ให้ทยอยตัดพร้อมกับปลูกไม้ป่าเสริมคืนสภาพเป็นป่า สำหรับไม้ยางพาราที่ใช้เป็นสินค้ามอบให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้ดำเนินการส่วนพื้นที่ชั้น 3,4,5 (พื้นที่มีความลาดชันต่ำ)  สำหรับต้นยางที่มีอายุ 1-3 ปี ดำเนินการตัดหมดในคราวเดียว  ต้นยางที่มีอายุ 3-7 ปี สามารถกรีดน้ำยางได้ให้ทยอยตัดโดยมอบให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการ  ส่วนต้นยางที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไปสามารถกรีดน้ำยางได้  กรณีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ไร่ มอบให้องค์การอุตสาหกรรมปาไม้ (อ.อ.ป.) เป็นผู้ดำเนินการ  กรณีพื้นที่    น้อยกว่า 500 ไร่  ให้กลุ่มสหกรณ์หมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เข้าไปใช้ประโยชน์ในรูปป่าชุมชน ป่าใช้สอย สำหรับการจัดเก็บรายได้จากการขายยางและขายไม้ยางพารา ร้อยละ 20 ของรายได้จากการขายน้ำยางและการขายไม้ยางพารามอบให้กรมป่าไม้เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนในกิจการด้านป้องกันรักษาป่า ร้อยละ 20 ของรายได้จากการขายน้ำยางและไม้ยางพาราให้กองทุนสหกรณ์หมู่บ้านหรือองค์การบริหารส่วนตำบล สำหรับใช้ในกิจการด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 60 ของรายได้จากการขายน้ำยางพารา และไม้ยางพาราเป็นของผู้ดำเนินการ  โดยร้อยละ 80 ของรายได้จากการขายน้ำยางพาราและไม้ยางพารามอบให้องค์การอุตสาหกรรมปาไม้  (อ.อ.ป.) และร้อยละ 20 จากการขายน้ำยางและไม้ยางพารามอบให้กรมป่าไม้…

                2.สำหรับป่าอนุรักษ์แบ่งเป็นกรณี พื้นที่บุกรุกก่อนประกาศเป็นป่าสงวนหวงห้าม  เป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก หรือก่อนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 (ประมาณ 320,000 ไร่)  ให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งไม่มีการดำเนินการจับกุมดำเนินคดีแต่อย่างใด  ส่วนกรณีอยู่หลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 (ยึดตามแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545) ต้นยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี ให้ดำเนินการตัดหมดในคราวเดียวและดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าและดำเนินการปลูกไม้เสริมเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ  ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า  เนื่องจากปัจจุบัน พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2504 และ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535  ไม่มีบทบัญญัติให้ราชการหรือราษฎรมีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หากจำเป็นให้มีการใช้ประโยชน์จากต้นยางพาราดังกล่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกฎหมายต่อไป...

                พอร่างเสร็จไม่นาน นางมิ่งขวัญ  วิชัยรังสฤษฏ์  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ก็ถูกย้าย  ร่างดังกล่าวจึงไม่ทราบว่า  ได้มีผู้ใดนำเสนอรัฐมนตรีหรือไม่และเป็นอย่างไร  จะว่าไปแล้วแม้บางคนคิดว่าอาจไม่สมบูรณ์  แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติต้องการมากที่สุดคือแนวทางปฏิบัติที่จะได้การทำงานไปในทิศทางเดียวกันและไม่ต้องกลัวว่าจะผิดกฎหมายหรือระเบียบอื่นใดที่เกี่ยวข้อง  สิ่งต่อไปนี้คือคำถามที่ติดตามหามานาน  ในสมัยที่บรรจุใหม่ ๆ ได้ข่าวว่าเจ้าหน้าที่จับกุมการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์  เป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง  เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเราจับได้ตัวผู้ครอบครอง  จึงบันทึกการจับกุมฐาน บุกรุก ครอบครองป่าสงวนตามมาตรา 14 แห่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ส่วนมันสำปะหลังเจ้าหน้าที่พากันฟันทิ้ง  ต่อมา ได้ข่าวว่าป่าไม้ชุดนั้นถูกฟ้องกลับในคดีแพ่ง ฐานทำให้เสียทรัพย์  ต้องชดเชยค่าเสียหายให้เจ้าของแปลงมันสำปะหลัง  ข่าวแพร่สะพัดพวกเราเด็กใหม่พอเข้าป่าเห็นพื้นที่ใดถูกบุกรุกปลูกมันสำหะหลังจะรีบเดินผ่านไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว  เพราะพวกเราไม่แตกฉานในข้อกฎหมายว่ายังมีมาตรา 25 แห่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ มาตรา 22 แห่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504  ที่ให้อำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกคำสั่ง  ยึด รื้อ ถอน ทำลาย โดยประกาศให้ทราบภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำการรื้อ ถอน ยึดทำลาย ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ก็ดำเนินการคล้ายคลึงกัน  สมัยนั้นเราเข้าใจว่าอะไรที่ขึ้นอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติจะต้องเป็นของป่าและไม้หวงห้าม  ไม่เคยคิดว่ามันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด กะหล่ำปลี      จะเป็นพืชผลอาสิน ต้นยางพาราเป็นไม้ยืนต้น และแม้แต่สิ่งปลูกสร้างเช่น กระต๊อบ เถียงนาหรือบ้านเราก็มีสิทธิรื้อถอนได้ทันที นี้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เรายังไม่กระจ่างนักกับคำว่า ของกลาง อุปกรณ์ในการกระทำความผิดและทรัพย์สิน ใครจะอธิบายได้บ้าง...????

                มาดูฎีกาป่าไม้ที่ 2291/2551...อนึ่งบ้านของกลางทั้ง 2 หลังที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานนั้น  มิใช่เครื่องใช้ อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใดซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำผิด  หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำผิดโดยตรง  ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484  มาตรา 74 ทวิ  พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 29 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ  วรรคห้าจึงไม่อาจริบตามคำขอของโจทก์ได้  อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 22 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้  เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นใหม่  หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้น ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วแต่กรณี  ถ้าผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามหรือ ถ้าไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดหรือเพื่อป้องกัน  หรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี  และผู้กระทำผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการนั้นเสียเองนั้น” แสดงว่ามีสิ่งปลูกสร้างขึ้นในอุทยานแห่งชาติโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว  แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสั่งจำเลยรื้อถอนบ้านของกลาง 2 หลัง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบบ้านของกลางทั้ง 2 หลัง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนบ้านของกลางทั้งสองหลังออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชิตได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง...

                ข้อสังเกต  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง กล่าวว่า  “ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวไว้ในฟ้อง” ซึ่งข้อเท็จจริงท่านอัยการเป็นโจทก์ท่านขอให้ริบบ้านทั้ง 2 หลัง แต่ศาลท่านกลับสั่งให้รื้อถอนแสดงว่าบ้านทั้ง 2 หลัง เป็นกรรมสิทธิ์  เมื่อรื้อถอนแล้วยังได้ของคืน แม้ศาลท่านจะสั่งเกินคำขอก็ตาม กฎหมายอุทยานแห่งขาติก็มีเจตนารมณ์เช่นนั้นอยู่แล้ว แต่สำหรับไม้ยางพาราที่มีคนนำไปปลูกเนื่องจากเป็น          “ไม้ยืนต้น” มิใช่ไม้ “ล้มลุก”การเจริญเติบโตขึ้นเป็นไม้ยืนต้นย่อมติดยึดตรึงไว้กับดินอย่างถาวร  เมื่อนำไปปลูกในป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติย่อมเป็นทรัพย์ส่วนควบในที่ดินป่าไม้ ทรัพย์นี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน  จึงจำเป็นต้องมีระเบียบกฎหมายขึ้นมารองรับ  เมื่อมีการรื้อถอนทำลายดังร่างของปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำเสนอในเบื้องต้น  ป่าสงวนแห่งชาตินั้นคงไม่ยากนัก  แต่อุทยานแห่งชาติ     เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสให้จัดการมีเพียงให้ศึกษาทางวิชาการ เท่านั้น...?

                ปรัศนีที่ตามหาว่าบ้านพัก โรงเรือน โรงแรมที่ก่อสร้างขึ้นในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และในอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งต้นยางพาราที่นำไปปลูกเมื่อดำเนินการจับกุมแล้วของทั้ง 2 สิ่งเป็นของใคร จากฎีกาป่าไม้ที่ 2291/2551  ให้ความกระจ่างว่าบ้าน 2 หลัง ที่ปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นของเจ้าของผู้เข้าครอบครองโดยมิชอบ          ให้เจ้าของมารื้อเอาไป  แต่ไม้ยางพารานั้นเป็นทรัพย์ส่วนควบในที่ดินป่าไม้จึงต้องเป็นของรัฐเพราะเป็นไม้ยืนต้น  ไม้ใช้ธัญพืชหรือไม้ล้มลุกตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์  มาตรา 145 เมื่อเราได้คำมั่นใจในคำตอบแล้วต่อไปเราจะจัดการกับสิ่งปลูกสร้างหรือไม้ยืนต้นอย่างไร  ก็คงไม่ยากนักเพราะกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ได้บัญญัติไว้บ้างแล้ว... 

สำหรับวิธีปฏิบัตินำร่างของท่านอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณมิ่งขวัญ           วิชัยรังสฤษฏ์ มาพิจารณาทบทวนดูหากผู้รู้เพิ่มเติมหรือเห็นว่าสมบูรณ์แล้วจะนำประกาศใช้ก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหาย    แต่อย่างใด  สิ่งที่เราต้องการขณะนี้คือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการกับไม้ยางพาราที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น โจทย์ที่เราตามหาเป็นข้อข้องใจในระดับหนึ่งคิดเป็นตัวเลขถ้าคิดเป็นตัวเลขก็น่าจะเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า         สอบผ่าน..??

 


Last updated: 2015-11-22 21:06:38


@ โจทย์ที่เพียรพยายามหาคำตอบ
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ โจทย์ที่เพียรพยายามหาคำตอบ
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
1,088

Your IP-Address: 3.234.252.109/ Users: 
1,087