เมื่อคิดว่าตนฉลาด จงเอาความฉลาดไปทำบุญ
 
     
 
ใครทำลายป่าต้นน้ำ
ผู้เขียนเคยเดินบนดอยที่เชียงรายมาแล้วหลายดอย ชาวเขาในช่วงนั้นเริ่มจะเลิกปลูกฝิ่นแล้ว แต่ยังคงมีให้เห็นอยู่ประปราย
 

ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 แล้วว่า ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยผู้บุกรุกป่าต้นน้ำ สรุปใจความสำคัญว่า สถานการณ์พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกคุกคามอย่างรุนแรงในประเทศไทยโดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจังหวัด มีถึง 13 จังหวัด ถูกบุกรุกกลายเป็นเขาหัวโล้นถึง 8.6 ล้านไร่ โดยเฉพาะจังหวัดเลยมีพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 1,076,809.70 ไร่หรือร้อยละ 28.09 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ป่าในจังหวัด และพื้นที่ป่าในจังหวัดน่าน ถูกบุกรุก 1,180,859.49 ไร่ และผู้ที่บุกรุกในพื้นที่ 13 จังหวัด มีอยู่ประมาณ 100,000 คน โดยร้อยละ 80 เป็นชาวไทยบนพื้นที่สูง ร้อยละ 10 เป็นชาวไทยพื้นที่ราบ อีกร้อยละ 10 เป็นนายทุน มีข้อมูลสำคัญพื้นที่บุกรุกนำไปทำการเกษตร อาทิปลูกข้าวโพดร้อยละ 60 ยางพาราร้อยละ30 อีกร้อยละ 10 เป็นพื้นที่อื่นๆเช่น อ้อย มันสำปะหลัง กะหล่ำปลี เป็นต้น

ในเรื่องการบุกรุกดังกล่าวนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้วางยุทธศาสตร์ทางแก้ไว้ 7 ข้อ และจะทวงคืนผืนป่าให้ได้ร้อยละ 60 – 70 เพื่อคืนสภาพเป็นป่าต้นน้ำ ได้ดูภาพพื้นที่ถูกบุกรุกจากไทยรัฐออนไลน์แล้วสภาพภูเขาถูกบุกรุกไม่น่าเรียกว่าเขาหัวโล้นแต่ควรเรียกใหม่ว่า “เขาหัวล้าน”จะเหมาะกว่า ผู้เขียนเคยเดินบนดอยที่เชียงรายมาแล้วหลายดอย ชาวเขาในช่วงนั้นเริ่มจะเลิกปลูกฝิ่นแล้ว แต่ยังคงมีให้เห็นอยู่ประปราย ได้เคยเดินตามไร่ฝิ่นดูชาวดอยเขากรีดดอกฝิ่นเอาน้ำยางสีดำ ในสมัยนั้นเรียก แม่ทองดำ การบุกรุกพื้นที่ก็เหมือนกับทุกภาค คือตัดฟันไม้ใหญ่ลงให้หมดเก็บริบ สุมเผาพอปลูกพืชจนดินหมดสภาพก็ย้าย ที่เราเรียกไร่ที่เกิดจากชาวเขาว่า “ไร่เลื่อนลอย” แต่ไร่ที่ถูกทิ้งต่อมาสัก 2 3 ปี กลับไปจะเต็มไปด้วยวัชพืชบางแห่งสูงท่วมศรีษะก็มี ลักษณะพวกนี้จะเรียกว่า เขาหัวโล้น ในตอนที่เกิดภาวะภัยแล้งเมื่อเดือนกรกฎาคม ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารว่าทำไมน้ำจึงได้แห้งขอดขนาดนี้ แหล่งข่าวที่ติดตามคือโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 รายการข่าว 3 มิติ เนื่องจากทางรายการได้เกาะติดสถานการณ์โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ในนาม สกายรีพอร์ท บินสำรวจ ในตอนแรกติดตามเรื่องน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี โดยได้บินสำรวจแหล่งน้ำและตามไปจนถึงป่าต้นน้ำที่ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ภาพที่ปรากฏเป็นพื้นที่ถูกบุกรุก เป็นเขา หัวล้าน เช่นเดียวกันอยู่ทางเหนือมาเคยเห็นแต่ถางป่าจากล่างไปบน แต่ภาพที่เห็นจากเฮลีคอปเตอร์หากเป็นคนหัวล้านเกือบทั้งหัวมีผมบ้างข้างๆหู และดินก็เป็นสีแดงไม่มีวัชพืชคลุมดินอยู่เลย หากปลูกพืชก็คงเป็นพืชไร่อายุสั้น สร้างความฉงนสนเทห์ ให้กับตัวเอง พื้นที่เป็นสันเขาแทบทั้งสิ้น คนเป็นเจ้าของจะปลูกอะไร แม้แต่อยู่อาศัยก็ลำบาก เพราะสันเขาไม่มีแหล่งน้ำให้ ต้องเดินลงไปด้านล่างที่มีห้วยจึงจะได้น้ำ มีแต่คนเขาปลูกตามริมห้วยหรือเชิงเขา หากลาดชันหน่อยก็ทำเป็นขั้นบันได จึงเป็นปริศนาให้ต้องขบคิดตีโจทย์ที่มีอยู่ในใจหลายข้อดังนี้...?

ข้อที่ 1.ตามภาพพื้นที่ระดับสูงขนาดสันเขาและมีแต่พื้นดินไม่มีน้ำอาศัยหมอกในยามเช้าให้น้ำควรปลูกพืชอะไร แต่มีคำตอบตามข่าว ว่าปลูกข้าวโพดร้อยละ 60 ยางพาราร้อยละ 30 อีกร้อนละ 10 เป็นอ้อย มันสำปะหลังและกะหล่ำปลี...

ข้อนี้สำหรับยางพาราพอจะหาคำตอบได้ว่าปลูกได้ทั่วไป ตั้งแต่ตีนเขาจนถึงยอดเขามีการส่งเสริมให้ปลูกมานานแล้วและยิ่งในปีที่ผ่านมา 23 ปีราคายางพาราสูงยิ่งมีการบุกรุกปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น อ้อยและกะหล่ำปลีก็ปลูกได้ แต่ควรจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก สำหรับอ้อยแม้จะทนแล้งปลูกในระดับสูงได้แต่การขนส่งไม่อำนวย ยังเหลือพืช 2 ชนิดคือข้าวโพดและมันสำปะหลังที่สามารถปลูกในที่สูงได้ และมีการปลูกถึงร้อยละ 60 ถ้าคิดจาก 8.6 ล้านไร่จะมีการปลูกข้าวโพด 5.16 ล้านไร่ แล้วจะปลูกข้าวโพดขายให้ใคร คนซื้อจะซื้อไปทำอะไร สำหรับมันสำปะหลังนั้นปลูกน้อยเพราะในที่ราบมีการปลูกอยู่แล้ว มีปัญหาคาใจอยู่ที่ข้าวโพดเท่านั้นว่าปลูกอะไรมากมายนัก ใครจะมารับซื้อ...???

ข้อที่ 2.พื้นที่ถูกบุกรุกมากมายเช่นนี้ เจ้าของพื้นที่ไม่ว่า ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจไม่มีบทบาทอะไรบ้างหรือยังไง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โดยตรงคือ กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไปไหนกันหมด เพราะคำว่าป่าต้นน้ำวิกฤติ คือหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ลองพลิกวิกฤติตรงนี้ให้เป็นโอกาสดู เพราะจากข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2558 หน้า 15 ขึ้นหัวข้อข่าวว่า “ปลัด ทส.เอาจริงคาดโทษวิ่งเต้น”ลองใช้วิธีแต่งตั้งเหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูซิว่าเป็นอย่างไร พื้นที่ใดมีบ่อน มียาเสพติด มีการขายสุราใกล้สถานศึกษา ย้ายเข้ากรุสถานเดียวเท่าที่รับราชการมายังไม่เคยเห็นกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทำเช่นนี้ มีเพียงอุทยานแห่งชาติถูกบุกรุกหนักก็ย้ายสับเปลี่ยนไปอยู่อุทยานแห่งชาติอื่นที่มีปัญหาน้อยกว่า������ ขอแนะนำให้ใช้วิชาง่ายๆในการพิจารณาบุคคลว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” เรื่องอื่นค่อยมาว่ากันอีกทีแก้ปัญหาเอาคนขยันมาทำงานก่อน...

และแล้วปัญหาคาใจก็จบลงเมื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 12 สิงหาคม 2558คอลัมน์ “จดหมายเหตุประเทศไทย”ในเรื่อง “ป่าต้นน้ำ– ชีวิตของแผ่นดิน”เป็นคำตอบที่ดีที่สุด จึง ขอคัดเอาบางตอนที่สำคัญมาเผยแพร่ สำหรับท่านที่ไม่ได้อ่าน ดังนี้ ...... “โดยเฉพาะป่าต้นน้ำจังหวัดน่าน ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา 40 เปอร์เซนต์ มาจากป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านเวลานี้นายแบงค์ใหญ่ “เสี่ยปั้น”คุณบัณฑูรล่ำซำ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกสิกรไทย กำลังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่านที่ถูกทำลายไปปีละ 150,000 ไร่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจังหวัดน่าน มี 6,541,696.53 ไร่ ถูกประชาชนและชาวเขาบุกรุกไปปลูกพืชไร่แล้ว 1,944,490 ไร่ หรือกว่าร้อยละ21 ของป่าทั้งหมดเพื่อปลูก ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยมีนายทุนจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปรับซื้อข้าวโพดในราคาถูก เท่ากับส่งเสริมให้มีการทำลายป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อปลูกข้าวโพดราคาถูก ขาย จาก

งานวิจัยของบริษัท ป่าสาละ จำกัด ที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP และ UNEP สหประชาชาติ พฤติกรรมของเกษตรกรรายย่อย (ส่วนใหญ่เป็นชาวเขา) ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่สูงชันก่อให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด นอกจากไม่เหมาะต่อการเพาะปลูกแล้วยังบุกรุกป่าต้นน้ำอีกด้วย งานวิจัยระบุด้วยว่า โรงงานอาหารสัตว์ที่รับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้คือ เบทาโกร และซีพี โดยเบทาโกรมีส่วนแบ่งสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ซีพี มีส่วนแบ่งเพียง 28 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่เบทาโกรทำตัวเงียบไม่เป็นข่าว ปล่อยให้ ซีพีถูกด่าคนเดียว

��������������� คราวนี้มาถึงเรื่องที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการขอร้องไม่ให้มีการวิ่งเต้นตำแหน่ง จากที่ผู้เขียนได้เสนอให้ว่าต้องดูที่ผลงานเมื่อมีนโยบายต้องการทวงคืนผืนป่าให้ได้กลับคืนมา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และป้องกันทรัพยากร คนใดทวงมาได้มากก็แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักฯได้เลย และส่งผลบุญให้หัวหน้าซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักฯได้ไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดีไม่น่าจะเสียหายเพราะช่วยกันทำงาน ไม่ต้องไปเปิดตำราการบริหารงานบุคคลให้เปลืองสมองเรื่องนี้จึงสรุปได้ว่า...ใครเป็นผู้ทำลายป่าต้นน้ำ ตอบโจทย์ได้เลยว่า...��

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”...?


Last updated: 2015-08-28 05:28:06


@ ใครทำลายป่าต้นน้ำ
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ ใครทำลายป่าต้นน้ำ
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
1,721

Your IP-Address: 18.221.32.189/ Users: 
1,719