ทำงานใหญ่ต้องรู้จักไว้ใจคนเราเปลี่ยนเมื่อวานไม่ได้ แต่เราทำให้พรุ่งนี้ดีขึ้นได้
 
     
 
กึ๋นคนป่าไม้
สำหรับอินทนิลนั้นปลูกแล้วโตขึ้นทรงไม่สวยมีกิ่งก้านสาขา หากเทศบาลมีเจ้าหน้าที่มาตัดแต่งกิ่งไม่ดี จะดูรกรุงรัง
 

 

หลังจากเสร็จศึกกับหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดิน ภาคบ่ายเข้าสำนักงานสายหน่อยดูเวลา 14.00 น. เห็นคุณช้างกำลังนั่งพิมพ์หนังสือรายงานกล้าไม้ของสถานีที่ตนเองเป็นหัวหน้าเพื่อรายงานเขต พอดีกับมีบุรุษหุ่นอาเสี่ยเปิดประตูเข้าห้องมาก่อนที่จะนั่งร้องทักคนพิมพ์หนังสือ... !!

“เฮ้ย ช้างฝากพิมพ์รายงานกล้าไม้ของสถานีอุบลราชธานีให้ด้วยซิ”

คนพิมพ์แทนที่จะตอบคนเข้ามา พูดโดยไม่ได้หันหลังมามองว่า...

“พี่ทศ ท่านเขตแวะมาหาพี่แล้วสั่งว่า...”

“บอกไอ้ทศมันด้วย พรุ่งนี้ไปประชุมแทนอั๊วหน่อย รายละเอียดอยู่ในหนังสือบนห้องอั๊ว ตอนแรกว่าจะให้กลุ่มงานวิชาการไป แต่ให้ไอ้ทศไปดีกว่า ท่าทางจะมีกึ๋นกว่าใครๆ”

ข้าพเจ้าฟังเจ้าช้าง กิตติชัย เจริญขวัญ พูดจบแต่ไม่ได้ติดใจรอหนังสือ ยังไม่ทันที่ความคิดจะสะดุดหยุดลง เจ้าหน้าที่ธุรการหอบหนังสือมาส่งให้ รับมาอ่านเป็นหนังสือจากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี มีมาถึงป่าไม้เขต เด็กหน้าห้องเปิดซองแล้วนำเรียนป่าไม้เขต ท่านจึงเกษียณสั่งทันที ท่านป่าไม้เขตเสงี่ยม  เป็นผู้บังคับบัญชาที่กล้าตัดสินใจและรู้งานแทบทุกเรื่อง บางเรื่องท่านไม่ต้องให้ฝ่ายเสนอก่อน ท่านมีความเห็นอย่างไร ในตอนตรวจเอกสารครั้งแรกที่เปิดซอง ท่านจะสั่งการทันที  ข้าพเจ้าหยิบขึ้นมาดูเป็นการขอเชิญหัวหน้าส่วนหรือผู้แทนส่วนราชการประชุม  เพื่อดำเนินกิจกรรมการปลูกป่าเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  ณ ห้องประชุมมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี เวลา 10.00 น. และระบุวาระการประชุมสรุปว่าจะปลูกต้นไม้อะไร ที่ไหน จำนวนเท่าใด พออ่านจบ ก็ส่งให้คนนั่งรอ พร้อมมีคำถามตามไปว่า...

“คุณสมโภชน์ อ่านดูซิ พรุ่งนี้ไปกับผมก็แล้วกัน”

คราวนี้เจ้าช้างสงสัยถามขึ้นบ้างว่า...  “ประชุมอะไรพี่โภชน์ เห็นเขตเจาะจงตัวพี่ทศ”

สมโภชน์จึงตอบไปว่า... “เรื่องนี้มันเหมาะกับนายนี้หว่า พี่ทศน่าจะเอาคุณไป”

แล้วสมโภชน์ก็เอาหนังสือให้เจ้าช้างอ่าน ข้าพเจ้าเห็นทั้งคู่เกี่ยงกันจึงพูดเตือนสติว่า...

“ถ้าจะเอาคุณวุฒิแล้วพวกคุณทั้งสองมีความเหมาะสมทั้งคู่ เพราะต่างจบปริญญาโทมาทั้งนั้น ผมเสียอีก ปอ ตรี แต่ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผมจึงปฏิเสธไม่ได้ เป็นว่าสมโภชน์อาวุโสไปกับผม”

วันรุ่งขึ้น พอได้เวลา 10.00 น. สมโภชน์นำรถยนต์ส่วนตัวมารับที่หน้าห้องฝ่ายเพาะชำกล้าไม้ เราทั้งสองเดินทางมาถึงห้องประชุมก่อนกำหนด 15 นาที ในตอนแรกคิดว่าประชุมในห้องประชุมใหญ่ แต่วันนี้มีการประชุมเรื่องที่มีความสำคัญของกองทัพ  จึงมากางเต้นในสนามทำเป็นห้องประชุมแทน แต่ก็สะดวกสบายดี  จัดโต๊ะประชุมเป็นรูปตัวยู หันหน้าเข้าหากัน  หัวโต๊ะเป็นประธานพอถึงเวลาบรรดาท่านผู้เกี่ยวข้องจากส่วนราชการต่างเข้ามานั่งประจำที่ ประมาณ  30 คน  ท่านประธานเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด อุบลราชธานี ความอยากรู้ว่ามีใครเข้าประชุมบ้างหยิบเอกสารที่เจ้าหน้าที่วางไว้มาพลิกอ่าน  ซึ่งเป็นคำสั่งจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานปลูกป่าเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี มีรองผู้ว่าราชการเป็นหัวหน้า  ไล่ดูข้าราชการระดับสูงในจังหวัดมีหมด ป่าไม้จังหวัด ป่าไม้เขต เหมือนคำสั่งทั่วๆไปในการดำเนินงาน  และแล้วประธานก็เปิดประชุมโดยได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์กว้างๆว่าต้องการที่จะมีกิจกรรมในการปลูกต้นไม้เป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ไว้เป็นอนุสรสถานที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยการปลูกต้นไม้สองข้างทางของถนนแจ้งสนิท ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 23 เส้นอุบลราชธานี – ยโสธร  แต่เป็นการปลูกในเมืองบนฟุตบาทจากหอนาฬิกาถึงเส้นทางเลี่ยงเมือง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ในเขตเทศบาลโดยมีสถาบันราชภัฏอุบลราชธานีเป็นแม่งาน แล้วท่านส่งเรื่องต่อให้กับแม่งาน  ซึ่งคนมาประชุมเป็นกรรมการเลขานุการไม่ใช่ใครที่ไหน ท่าน รองศาสตราจารย์อาคม   ซึ่งคุ้นเคยกันดีเพราะท่านไปปรึกษาเรื่อง การจัดการป่าชุมชน ท่านมักคุ้นกับคุณวิสูตร อยู่คง เป็นอย่างดี พอท่านรับเรื่องท่านก็ให้พวกเราที่เข้าประชุมซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการแทบทั้งนั้นว่าควรปลูกไม้อะไรดี มีคนเสนอให้ปลูกประดู่กิ่งอ่อน ก็ถูกตีตกไป เพราะมีข้อเสียเนื่องจากกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ เปราะหักง่ายและเป็นไม้ผลัดใบ  ถึงเวลาร่วงหมดทั้งตัน ไม่มีงบในการทำความสะอาดพื้น บางท่านเสนอให้ปลูกต้นปาล์ม ก็โดนตีตกไปเนื่องจากหาพันธุ์ยากหากซื้อต้องใช้งบสูง  มีบางท่านบอกว่าถ้าปลูกจะทำให้ดูเป็นทะเลทรายไปก็มี พอได้มีการอภิปรายกันสักครึ่งชั่วโมง ท่านเลขาถึงได้เปิดเผยไอเดียว่าเราต้องการถนนเชิงสัญลักษณ์  ฉะนั้นควรจะเป็นถนนที่มีความหมายให้กับพระองค์จึงควรปลูกต้นไม้ในเชิงปรัชญาว่า “ถนนสีม่วง” เพราะสีม่วงเป็นสีประจำพระองค์ ทุกคนเห็นชอบด้วย คราวนี้มาถึงว่าจะปลูกต้นอะไร ท่านเลขาถามท่านป่าไม้จังหวัด ซึ่งวันนี้ให้ตัวแทนมา ได้ตอบให้เลือก 2 ชนิดคือ อินทนิลน้ำ(บก)และตะแบก  ซึ่งไม้ทั้งสองชนิดต่างมีดอกเป็นสีม่วง ต้องตามคอนเซพท์  ที่ประชุมมองหน้ากันดูเหมือนว่าจะพร้อมใจกันจึงลงความเห็นชอบตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดเสนอ และท่านอาจารย์อาคมท่านไม่ตั้งใจหรือติดใจที่จะสอบถามที่ประชุม พอดีท่านมองมาที่ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นว่า...

“อ้าว แล้วท่านป่าไม้เขตมาด้วยไม่ว่าอย่างไรหรือไง คุณทศ”

ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้ว่าป่าไม้เขตในฐานะที่ปรึกษาป่าไม้จังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดด้านวิชาการ น่าจะมีบทบาทกับเขาบ้างจึงพูดออกไปว่า...    “ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผมมีข้อเสนอดังนี้...

แล้วข้าพเจ้าเริ่มแจกแจงข้อดีข้อเสียของไม้อินทนิลและไม้ตะแบก สำหรับอินทนิลนั้นปลูกแล้วโตขึ้นทรงไม่สวยมีกิ่งก้านสาขา หากเทศบาลมีเจ้าหน้าที่มาตัดแต่งกิ่งไม่ดี จะดูรกรุงรัง สำหรับไม้ตะแบกเป็นพันธุ์ไม้ป่าที่มีพูพอนเมื่อโตและเปลือกก็ไม่เรียบไม่สวยดูเหมือนคนเป็นโรคกลาก,เกลื้อนเรื้อนกวาง จึงเสนอ “ไม้เสลา” เนื่องจากมีคุณสมบัติที่จะปลูกตามฟุตบาทในตัวเมืองได้ดีมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ 3 ประการ

ข้อที่ 1 มีดอกสีม่วงอ่อนมีสีขาวแซมดูสะอาดตา

ข้อที่ 2 ลำต้นเปลาตรงสล้างเสลาเหมือนชื่อ จะเป็นสีขาวบ้าง เทาบ้าง แล้วแต่ถิ่นกำเนิด เรือนยอดเป็นทรงพุ่มเหมือนร่มที่กางแล้ว คนมายืนหลบแดดรอขึ้นรถเมล์ไม่ต้องอาศัยศาลา

ข้อที่ 3 ที่ท้องใบมีขนสีขาวคอยดักฝุ่นละอองของฝุ่นและควันจากท่อไอเสีย และคายอ๊อกซิเจนออกมาชะล้างตามรูใบได้ด้วยตนเอง ช่วยแก้มลพิษในอากาศ

พอข้าพเจ้าอธิบายจบ ท่านอาจารย์อาคมรีบถามขึ้นทันทีว่า...“แล้วเราจะหากล้าไม้ได้ที่ไหน”

ข้าพเจ้าจึงตอบว่า... “ผมคำนวณแล้ว ถนนที่เราจะปลูกระยะทางข้างละ 4 กิโลเมตร รวมทั้งสองด้าน 8 กิโลเมตรคิดเป็นเมตรได้ 8,000 เมตร ปลูกห่างระยะ 10 เมตร ใช้กล้าไม้ 800 ต้น สถานีเพาะชำกล้าไม้ของผมมีกล้าไม่เสลาค้างปีอยู่ ประมาณ 1,200 ต้น  ผมยกให้หมดเลยถ้าตกลงตามนี้”

ที่ประชุมมองหน้ากันแล้วอาจารย์อาคมถามว่ามีใครขัดข้องอะไรหรือไม่ ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ประธานจึงปิดประชุมและเชิญพวกเราทุกคนร่วมรับประทานอาหารเที่ยง ข้าพเจ้ากับสมโภชน์ไม่ขัดข้ออยู่แล้ว และแล้วทุกคนก็แยกย้ายไปที่รถ ขณะขับรถกลับมา สมโภชน์ชวนคุย...

“ผมไม่ค่อยเห็นพี่ทศพูดเรื่องวิชาการและดูเหมือนไม่ชอบพูดด้วย วันนี้มาแปลก นี้แหละมั่งเขตเหงี่ยมท่านว่ามีกึ๋น ผมเพิ่งเข้าใจตอนนี้เอง เขตอ่านขาดจริงๆ”

ข้าพเจ้าจึงตอบกลับไปว่า...

“ผมเป็นลูกน้องเขตเหงี่ยมตั้งแต่อยู่งานปราบปราม ทีไม่ชอบพูดเรื่องวิชาการเพราะผมไม่มีทักษะในด้านนี้ อีกทั้งการศึกษาก็ ป.ตรี อย่างที่คุณรู้พูดไปไม่ค่อยมีน้ำหนัก ที่ผมแนะนำพวกคุณก็อาศัยประสบการณ์แทบทั้งนั้น”

พอโต้ตอบเสร็จรถมาถึงสำนักงานพอดี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่..

และแล้วการปลูกต้นไม้ก็มาถึง มีการจัดงานที่สถาบันราชภัฏอุบลราชธานีขนานใหญ่ ข้าพเจ้าไม่ได้ไปร่วมพิธี แต่ไปตอนนักศึกษาพากันถือกล้าไม้เสลาคนละต้นเดินเป็นกลุ่มละ 5 คนมาที่หลุมบนฟุตบาทที่ขุดไว้กว้าง 1x1 เมตร ลึกประมาณ 30 - 50 เซนติเมตรเป็นการดำเนินการของทหารและเทศบาล นำปุ๋ยคอกและแกลบเผามาลงไว้ให้ นักศึกษาเพียงแต่แกะถุงพลาสติกนำกล้าไม้ไปวางไว้ช่วยกันนำดินที่กองข้างหลุมกลบ และต้นไม้ตรงกับบ้านใครก็ช่วยดูแล พอปลูกเสร็จมีรถบรรทุกน้ำของเทศบาลมาลงน้ำให้นักศึกษาช่วยกันรดจนชุ่ม พิธีก็เสร็จ...

ข้าพเจ้าต้องนั่งรถผ่านเส้นนี้แทบทุกวันในตอนกลางวัน เข้าเมืองเพื่อหาอาหารเที่ยงรับประทานสังเกตตลอดเวลา พบว่ากล้าไม้เจริญเติบโตเร็วมากแสดงว่าน้ำใต้ดินดี และได้รับความร่วมมือจากบ้านช่องตึกแถวที่ตั้งอยู่ช่วยรดน้ำในบางโอกาส ประมาณ 3 – 4 ปี เสลาสองข้างทางสูงประมาณ 2.50 – 3 เมตร ออกดอกสะพรั่งพร้อมกัน ยามใดที่ขับรถผ่านมองไปข้างหน้าก็สีม่วง มองกระจกมองหลังของรถ ก็สีม่วงสะอาดตา สดสวยยิ่งนัก  เราได้ถนนสีม่วงสมใจนึกเป็นผลที่ได้ร่วมงานกับภาคส่วนต่างๆจนเป็นรูปธรรม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำใจคือ เราสร้างสิ่งนี้ด้วยความยากลำบาก แต่ที่ยิ่งยากคือการคงสภาพมันไว้ได้นี่ซิ น่าคิด...

ต่อมาจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้มีการปลูกไม้สองข้างทางถนนจนได้ถนน 7 สาย สีแตกต่างกันแล้วแต่ดอกของต้นไม้ที่ปลูกจะกำหนดเป็นสีอะไร...?

สิ่งที่ได้ทำไปและคิดว่าประสบความสำเร็จมันมาจากความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะทำ มันทำให้ข้าพเจ้าคิดนั่งย้อนไปเมื่อ  3- 4 ปีที่ผ่านมาตอนที่คุณสมโภชน์ ได้เรียกว่าพลังพิเศษในตัวว่า “กึ๋น” พอดีพจนานุกรมไทยเล่มเล็กวางอยู่ข้างแฟ้มหนังสือจึงหยิมมันขึ้นมาเปิดหาคำแปลที่แท้จริงว่า “กึ๋น” หมายถึงอะไร เปิดเจอพอดี กึ๋นหมายถึง กระเพาะที่ 2 ของสัตว์มีปีก เป็นคำนาม ที่จริงพวกเราทุกคนที่ชอบกินไก่ย่างจะรู้จักแทบทั้งนั้นบางคนชอบ สมัยเรียนชีววิทยา 111 ในมหาวิทยาลัยอาจารย์ผ่าท้องแมลงสาบแล้วอาเข็มหมุดปักกระเพาะแมลงสาบแล้วโยงมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “กิซซาด" (Gizzard) บรรดาสัตว์ปีกจึงชอบกินหิน กรวด ทราย เพื่อช่วยบดย่อยอาหารบางชนิดที่กระเพาะปกติย่อยไม่ได้ มันเหมาะสำหรับสัตว์จำพวกนั้น แต่มนุษย์ไม่น่ามี เพราะมีกิเลศมาก ขนาดไม่มีบางพวกยังกิน กรวด หิน ดินทราย เหล็ก ไม้ได้ แต่พวกมนุษย์ที่ไม่มีกึ๋นเหมือนแมลงสาบที่ชอบกินกระดาษใบสีม่วงนี่ซิน่ากลัว ไปๆมาก็จบที่สีม่วงจนได้...

สำหรับคนป่าไม้ไม่มีกึ๋นพวกหนึ่งบางคนชอบกินส่วยทุกชนิด แม้แต่ของไม่มีตัวตนเป็นนามธรรม เช่น ตำแหน่ง ชั้น ยศ ก็ยังกินเข้าไปได้จบกัน...???

แรงบันดาลใจ...

จากการได้อ่านร้อยกรองของครูนิด วน.43 เรื่อง “ม่วงไม้ป่า”ที่มีใจตรงกันที่ว่าสีม่วงไม่ใช่สีแห่งความเศร้า    แต่กลับเป็นสีแห่งเกียรติยศและสีประจำพระองค์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยอีกด้วย...


Last updated: 2015-08-20 09:17:22


@ กึ๋นคนป่าไม้
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ กึ๋นคนป่าไม้
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
881

Your IP-Address: 3.234.252.109/ Users: 
880