��������������� พออ่านหัวเรื่องแล้ว บางท่านที่เป็นนักอ่านนวนิยายรักๆ ใคร่ๆ คิดว่าอาจจะเป็นนวนิยายของนักเขียนบรมครูอย่าง บุษยมาส หรือ โรสราเรล ไม่ก็เป็นของ ก.สุรางคนาง ท่านอย่าเพิ่งผ่านไป เรื่องนี้มีนัยยะเกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงานที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำลังถูกรุกรานทำลายสภาพแวดล้อมของประเทศ� ไฟที่ว่านี้ เปรียบได้เสมือนไฟที่สุมขอน หากดับไม่ถูกวิธีไม่สามารถจะหยุดยั้งได้ เปรียบได้กับสนิมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก� สิ่งเหล่านั้นคือ ค้าไม้พะยูงข้ามชาติ กวาดล้างทวงคืนผืนป่า ค้างาช้างอาฟริกา ไฟป่าทุกปี...!?
��������������� ทั้ง 4 เหตุการณ์ดังได้กล่าวมา ทำเอาผู้ดูแลรับผิดชอบ คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม� แทบไม่มีเวลาหายใจ เนื่องจากแต่ละเหตุการณ์ทำเอาผู้บริหารระดับกรมรับมือแทบไม่ทัน ปัญหามันเป็นเสมือนไฟสุมในทรวงอก รุนแรงรวดเร็วแทบจะเปิดตำราไม่ทัน เราลองมาไล่เรียงทีละกรณีจะได้เห็นภาพการกระทำของฝ่ายทำลายเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาของผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาว่าเป็นอย่างไร...??
��������������� 1.การค้าไม้พะยูงข้ามชาติ� เริ่มมีออร์เดอร์ความต้องการจากต่างชาติประปรายตอนต้นปี พ.ศ.2549� และเริ่มเพิ่มปริมาณความต้องการเรื่อยมา� ทางฝ่ายผู้ปกป้องรักษาพยายามงัดกลยุทธ์ทั้งสนธิกำลังและบูรณาการ �มีการระดมคนของกรมเป็นหน่วยเฉพาะกิจ� ไม่ว่าจะเป็นพยัคฆ์ไพร แรมโบ้ หรือเสือดำ เข้าตรึงกำลังในป่า การลักลอบมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและขนส่งไปยังต่างประเทศ� โดยเฉพาะประเทศจีน แรกเริ่มของการดำเนินการ จะตัดฟันไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์� สิทธิครอบครอง และค่อยๆ เข้ายังป่าสงวนแห่งชาติ ในที่สุดก็มาจบลงที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วิธีการในครั้งแรกจะเป็นการจัดทำเอกสารการนำเข้า – ส่งออกปลอมจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มาสวมไม้ไทย โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นตัวบรรทุก เมื่อผ่านพ้นขบวนการแล้วก็วิ่งรถนำส่งลงเรือที่ท่าเรือคลองเตย หรือท่าเรือแหลมฉบัง ในรูปของสินค้าผ่านแดนหรือสำแดงเท็จ แล้วแต่วิธีการใดจะสะดวกกว่ากัน� เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามรู้พฤติการณ์ก็เปลี่ยนรูปแบบ คราวนี้พากันขนไม้พะยูงทั้งที่เป็นท่อนและเป็นเหลี่ยม� เท่าที่จะหาได้บรรทุกรถเก๋งและรถปิกอัพมากองรอไว้ริมฝั่งโขง ตลอดแนวแม่น้ำ ตั้งแต่อุบลราชธานีจนถึงนครพนม� เพื่อส่งลงเรือหางยาวข้ามฟากไปทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) บางส่วนก็ส่งผ่านเวียดนามไปประเทศจีนโดยตรง แต่มีบางส่วนบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กลับมาผ่านไทยไปลงเรือที่แหลมฉบังก็มี แหล่งที่มาของไม้ มาจากแหล่งใหญ่ 3 แห่ง คือ จากเทือกเขาดงพญาเย็น เทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาภูพาน ต่อมาในราวต้นปี พ.ศ.2558 นี้� เพิ่งจะมาซบเซา มีข่าวการลักลอบตัดน้อยลง� อาจเนื่องมาจากไม้เหลือน้อย และอีกทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกชนิดไม้พะยูงไปไว้ที่ มาตรา 7 จึงทำให้มีโทษสูงขึ้น คราวนี้คงเหลือแต่ซากปรักหักพังทิ้งไว้ให้ปวดหัวเล่น� นั้นคือ ไม้ของกลาง ว่าจะจัดการอย่างไรดี เป็นปัญหาที่ต้องขบคิดกันต่อไป เรื่องราวทุกแง่ทุกมุมได้นำเสนอในบทความ“พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย”หากท่านผู้ใดยังไม่ได้อ่านกรุณาอ่านได้ใน ลุ๊กฟอเรส (www.lookforest.com)� มีทั้งสิ้น 20 ตอน...?
��������������� 2.กวาดล้างการบุกรุกทวงคืนผืนป่า นี้ก็เป็นอีกปัญหาที่มีการออกเอกสารสิทธิ์เข้าไปในเขตป่าไม้� การทวงคืนต้องมีขบวนการทั้งร้องขอให้ผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์เพิกถอน และมีการฟ้องเพิกถอนเอง เมื่อชนะคดีต้องมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง� ดังปรากฏให้เห็นว่าอธิบดีไปคุมการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และแม้แต่เกษียณแล้วก็ยังออกไปตั้งพรรคการเมืองเพื่อทวงคืนผืนป่า อุทยานแห่งชาติที่มีทิวทัศน์สวยงามแทบทุกอุทยานแห่งชาติ� จะมีบรรดาผู้มีเงินเข้าไปบุกรุกทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับทางใต้ที่กำลังหนักหน่วงก็คือ ที่จังหวัดภูเก็ต� ที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ� เนื่องจากที่เหล่านี้การบุกรุกเข้าไปอยู่จะมีเอกสารสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน น.ส.3 น.ส.3ก ����คุมพื้นที่ไว้ยากแก่การทวงคืน� จึงจำเป็นต้องมีการตรวจพิสูจน์ว่าเอกสารที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบก็เสนอให้ผู้ออกเอกสาร คืนกรมที่ดินเพิกถอนตามอำนาจหน้าที่ บางครั้งกรมที่ดินก็ยืนยันว่าออกโดยชอบ จำเป็นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะต้องดำเนินการฟ้องร้องเอง จึงเป็นเหตุให้คนที่เป็นหัวหน้ามีความหนักใจ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับ� จึงมีบางท่านขอย้ายตัวเอง จึงเป็นอุทาหรณ์ให้คิดว่าต่อไปเราจะหาหนูตัวไหนที่จะกล้าเอากระดิ่งไปผูกคอแมว...?
��������������� 3.ค้างาช้างอาฟริกา ประเทศไทยในฐานะที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นแหล่งค้างาช้างอาฟริกาแหล่งใหญ่ เกรงว่าจะถูกคว่ำบาตรจากประเทศมวลมหาสมาชิกตามอนุสัญญาไซเตส� จำเป็นต้องหาทางป้องกัน จึงได้ตรากฎหมายขึ้นใหม่� คือ พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558� เปิดรับแจ้งการครอบครองงาช้างบ้าน ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2558� ถึงวันที่� 21 เมษายน 2558� และปรับปรุงกฎหมายเก่า ได้แก่ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535� แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3)� พ.ศ.2557 โดยเอาช้างอาฟริกา มาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ 202 โดยให้แจ้งการครอบครองช้างอาฟริกา งาช้างอาฟริกา ซากช้างอาฟริกา ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากช้างอาฟริกา ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างอาฟริกา ตั้งแต่วันที่ 14� มีนาคม 2558� ถึงวันที่ 11 มิถุนายน� 2558...!!
��������������� 4.ไฟป่าทุกปี เรื่องไฟไหม้ป่า สำหรับต่างประเทศแล้วเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำลายป่าและชุมชนเมือง� เนื่องจากชนิดไม้ส่วนใหญ่จะมีน้ำมันหรือเป็นไม้เนื้ออ่อน สำหรับประเทศไทยแล้ว สมัยกรมป่าไม้ตั้งหน่วยงานป้องกันไฟป่าขึ้นมา� ผู้เขียนได้มีโอกาสไปจัดฝึกอบรมราษฎรอาสาป้องกันไฟป่าหลายรุ่น ในตอนแรกที่เห็นเครื่องมือดับไฟป่าของเราแล้ว แทบล้มทั้งยืน เพราะเคยเห็นแต่ในภาพยนตร์ต่างประเทศ ของเรามีเท่าที่จำได้ คือ ไม้ตบไฟ ที่ตบอาจทำจากวัสดุ เช่น ยางในรถยนต์ หรือสายพานเครื่องสีข้าว พลั่ว จอบ คราด และสุดท้ายถังน้ำ 20 แกลลอนพร้อมด้ามหัวฉีด� ตัวคนจัดอบรมในตอนแรกไม่ศรัทธาแล้วจะให้ชาวบ้านที่เข้ารับการอบรมมั่นใจได้อย่างไร สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่า� เครื่องมือที่ผลิตมานี้มันเกิดจากการวิจัยจากผู้รู้ที่รู้ว่า “สิ่งใดเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุนั้นดับสิ่งนั้นก็ดับด้วย”หมายความว่าองค์ประกอบของการเกิดไฟมาจากปัจจัย 3 ข้อ คือ ข้อที่หนึ่ง จากความร้อน ข้อที่สอง เกิดจากเชื้อเพลิง ข้อที่สาม เกิดจากอากาศ� (อ๊อกซิเจนช่วยให้ไฟติด) ดังนั้น หากเรากำจัดข้อหนึ่งข้อใดออกไปได้ คือกำจัดเหตุ ไฟก็ดับ เช่น เราเขี่ยเชื้อเพลิงออก ทำให้บริเวณนั้นไม่มีอากาศ� กำจัดความร้อนเวลาดับไฟหากไม่รุนแรงนักก็ใช้ที่ตบไฟ แต่อย่าให้ลูกไฟฟุ้ง ทำให้ขาดอากาศ� กวาดเชื้อเพลิงใบไม้ออกเท่านี้ก็จบ สำหรับไฟสุมขอนก็พยายามใช้ถังฉีดน้ำฉีดลดความร้อนไปเรื่อยๆ ที่สุดก็มอดไปเอง แต่สรุปแล้วเครื่องมือเหมาะกับป่าเต็งรัง หากนำไปใช้ในที่ลาดชัน มีความสูงประสิทธิภาพก็ลดลงตามลำดับ ไฟจึงไหม้ป่าทางเหนือรุนแรง� เนื่องจากมีวัชพืชจำนวนมาก มีหญ้าคอมมิวนิสต์และ ป่าไผ่...�
ในอดีตทางเหนือแม้จะมีไฟป่าแต่ไม่มากและรุนแรงเหมือนทุกวันนี้� จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเชียงราย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามหมอก ปัจจุบันไม่มีใครเรียกฉายานี้อีกแล้ว และไม่ต้องการให้มีถึงสามหมอก มีเพียงเมฆหมอกเดียว�� ก็พอ ในปีนี้ พ.ศ.2558� ไฟไหม้ป่าทางเหนือจนมีค่าฝุ่นละอองเกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนต้องมีประเทศข้างเคียงส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟป่า กว่าจะสงบได้เล่นเอาเหนื่อย ทำให้ผู้รับผิดชอบเครียดไปไม่น้อย แต่สิ่งเหล่า นี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์เท่านั้น...ต่อไปไฟที่จะกล่าวถึงนี้ซิน่ากลัว...???
��������������� ไฟที่ว่านี้ คือ ข่าวของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการกระทบกระทั่งกันถือว่า เป็นลิ้นกับฟันก็แล้วกัน ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้พิจารณาญาณ เพราะข่าวก็คือข่าว พอจะสรุปได้ดังนี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ� ฉบับวันที่ 28 มีนาคม 2558� ขึ้นหัวว่า “ผอ.งัดข้อ รมว.ไม่ขอขมา” เหตุเกิดมาจากผลการแต่งตั้งรองอธิบดีกรมในสังกัด 10 นาย ในครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ได้โพสในเฟสบุ๊กไปว่า มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้ท่านรัฐมนตรีเรียกตัวเข้าพบว่าเป็นคนเขียนจริงหรือไม่ ท่านผู้อำนวยการรับว่าเขียนจริง แต่ไม่ได้หมายความถึงท่านรัฐมนตรี ตนเองคิดว่าไม่ได้ทำผิดจึงไม่ได้ขอโทษ พอวันที่ 28 มีนาคม 2558� มีการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางการพัฒนาอุทยานแห่งชาติทางทะเลอย่างยั้งยืน� ก่อนการประชุมจะเกิดขึ้น� อธิบดีกรมอุทยานแห่ชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ให้คนไปตาม ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ไปพบกับรัฐมนตรี โดยที่โต๊ะหน้ารัฐมนตรีมีพานดอกดาวเรืองตั้งอยู่ต่อหน้าธารกำนัล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้เรียก ผู้อำนวยการสำนักสำนักอุทยานแห่งชาติ ไปนั่งใกล้อธิบดีกรมอุทยานฯ� ท่านอธิบดี ได้ยกพานขึ้นขอขมาและกล่าวขอโทษแทนลูกน้อง ที่ไม่สามารถคุมดูแลลูกน้องได้ แต่ท่าน รัฐมนตรี ว่าไม่เกี่ยวกับท่านอธิบดีหากเจ้าตัวไม่เต็มใจให้ออกไป ผู้อำนวยการสำนักสำนักอุทยานแห่งชาติ จึงยืนขึ้นโค้งคำนับแล้วเดินออกไป...พออ่านเรื่องนี้จบทำให้มีความรู้สึกพะอืดพะอมอย่างไรบอกไม่ถูก เพราะนโยบายของรัฐบาลต้องการความสามัคคีและสมานฉันท์ แต่ภายในองค์กรภาครัฐกลับมีความขัดแย้ง เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลอาจเป็นเรื่องส่วนตัวและมีการพาดพิงไปถึงองค์กรนักการเมืองบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรจะมีคนดีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง อีกทั้งไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด� �แต่อยากให้ข้อคิดเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง...??
��������������� สำหรับผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ นั้น เมื่อทราบผลการแต่งตั้งที่ผิดไปจากความคาดหมายคงจะต้องทำใจบ้าง ผู้เขียนไม่เคยสัมผัสกับท่าน ไม่ว่าเรียนหรือทำงาน จึงไม่รู้นิสัยใจคอ ทราบแต่จากหน้าหนังสือพิมพ์ว่าท่านเป็นนักต่อสู้และติดตามทวงคืนผืนป่าเพิ่งเห็นข่าวท่านไปที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถกับท่านอธิบดีและท่านรัฐมนตรี กรณีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถขอย้ายตัวเอง� ท่านรัฐมนตรี ท่านยังไม่อยากให้เปลี่ยนม้ากลางศึก น่าที่จะเป็นผู้มีอุดมการณ์เช่นเดียวกัน หากท่านมั่นใจว่าท่านมีความรู้ความสามารถจนพาท่านมายืนได้ ณ จุดนี้ หากเป็นทองแท้� ย่อมไม่กลัวไฟ ความดีไม่มีใครเห็นแต่เราเห็นก็พอแล้ว...?
��������������� ข้าราชการแทบทุกคนในทศวรรตนี้ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีเจ้ากระทรวงมาจากการเลือกตั้ง� แทบทุกคนก็ว่าได้มองนักการเมืองไปในด้านลบแทบทั้งสิ้น แต่พิจารณาแล้วน่าจะไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก เพราะการตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ถ้าข้าราชการประจำทุกคนนิ่งไม่วิ่งไปสอพลอเสนอผลประโยชน์ นักการเมืองก็คงทำอะไรเราไม่ได้ จึงเป็นเรื่องของการสมยอมของคนบางกลุ่มบางพวก นี่คือสาเหตุที่ติดอยู่ในใจของท่านผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ �ภาพลักษณ์ด้านลบของนักการเมือง วนเวียนอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา เมื่อมีการคัดเลือกประกาศชื่อรองอธิบดีขึ้นมาไม่ตรงกับที่คาดคิดไว้ ใจไม่อาจรับได้ จึงได้โพสเฟสบุ๊กออกไป แต่ผู้บังคับบัญชาอ้างว่า จะทำให้สถาบันนักการเมืองมัวหมอง ทั้งๆ ที่ทุกสถาบันและทุกองค์กรไม่มีใครรับประกันว่ามีคนดีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรี�� จึงได้เรียกท่าน� ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เข้าพบได้เจรจากันแล้ว ท่านผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ว่าไม่มีเจตนาที่จะกล่าวถึง ท่านรัฐมนตรี ลูกผู้ชายคุยกันแล้วเรื่องก็น่าจะยุติ� ทางด้านท่านผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ท่านมีความรู้ความสามารถไล่ล่าทวงคืนผืนป่าก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินต่อไป และท่านควรจะเป็น....!! “สุภาพบุรุษในมหาวิทยาลัย หากเป็นเสือร้ายในไพรพง”
��������������� สำหรับ ฯพณฯ รัฐมนตรี ท่านมิใช่นักการเมืองอาชีพท่านเป็นชายชาติทหารมีศักดิ์ศรี มีเกียรติตั้งแต่เข้าโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว แม้จะมีโขนมาสวมให้ท่านก็มิอาจจะเปลี่ยนแปลงนิสัยชายชาติอาชาไนยได้ และระบบทหารเท่าทีสัมผัสใช้ระบบอาวุโสเช่นเดียวกัน หวังว่าท่านจะเป็น...!! “สุภาพบุรุษในค่าย หากเป็นเสือร้ายในสนามรบ”
��������������� สรุปว่าเรามาช่วยกันแก้ปัญหาดังที่ได้ยกมาทั้ง 4 ประการ ให้ลุล่วงไปด้วยดี ปัญหาป่าไม้เป็นปัญหาของโลก� มิใช่ของประเทศ เพราะโลกร้อนขึ้นทุกวันเพราะเหตุใดไม่ต้องบอกทุกท่านคงทราบดี มาช่วยกันเถอะนะพวกเรา...!?
��������������� สำหรับเรื่องราวการก้าวสู่ตำแหน่งในสังคมไทย ผู้เขียนได้เคยให้คัมภีร์หรือมาตรวัดไปว่า การจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นต้องมีคุณสมบัติคือ สายโลหิตศิษย์ข้างเคียง ส่งเสบียงหลังบ้าน หน้าด้านสอพลอ พาไปล่อไข่แดง� �แรงวิชา บ้าการเมือง...?
ดูจากสูตรแล้ว พวกที่เรียนเก่งทำงานเก่งจะอยู่ท้ายๆ คนที่ขึ้นสู่ตำแหน่งไม่ว่า พลเรือน ทหาร ตำรวจ หากครบองค์ดังต่อไปนี้ถือสมบูรณ์ยิ่ง คือ นายดึง ลูกน้องดัน เท่ากันขยับ แต่หายากส่วนใหญ่ นายดึงเพียงข้อเดียวก็ขึ้นได้แล้ว แต่ทางทหารมีองค์ประกอบพิเศษใช้เพียง 2 ข้อก็ได้ คือ ลูกน้องดัน เท่ากันขยับ อธิบายได้ว่า ไม่พอใจก็ “ปฏิวัติ” เท่านี้ก็สำเร็จ แต่เรามักจะเห็นไม่บ่อยนัก เพราะทหารมีวินัยสูง หากไม่จำเป็นจริงๆ แล้วจะไม่ทำเพราะถูกฝึกให้เป็นสุภาพบุรุษ� สำหรับพลเรือนที่มักจะพบเห็นบ่อยคือ ศิษย์ข้างเคียง ส่งเสบียงหลังบ้าน บางรุ่นพอได้เป็นอธิบดีก็ดึงรุ่นของตัวขึ้นเป็นแผง ตอนแรกเข้าใจว่ารักเพื่อน ส่งเสริมเพื่อนหรือเอามาช่วยงานเพื่อชาติ กลับเป็นว่า ��เอามาคุมเสบียงและส่วยไม่ให้ตกหล่นอย่างนี้ก็มี อันโลภ โกรธ หลง มีติดตัวทุกคน มีผู้รู้เคยกล่าวไว้ว่า...??
��������������� บุคคลที่ไม่ทุจริตคอรัปชั่นนั้นมีอยู่ 2 จำพวก
��������������� ข้อที่ 1 พวกที่มีทรัพย์มรดกตกทอดแล้วพอใจในทรัพย์นั้น
��������������� ข้อที่ 2 พวกไม่มีโอกาส
��������������� ผู้เขียนลองคิดวิเคราะห์ดู พวกแรกน่าจะเป็นพวกที่พอใจในสิ่งที่ตนมี และเป็นอยู่ ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้� พวกที่สองนี้ซิผู้เขียนไม่แน่ใจตนเองเหมือนกันว่า ถ้ามีโอกาสเป็นใหญ่เป็นโตแล้วจะเปลี่ยนไปอย่างไร...??
�

Last updated: 2015-04-11 10:10:12