รักคนอื่นถ้าอยากให้คนอื่นรักเรา
 
     
 
พ่อท่านให้....จึงได้จบ
ไม่จบใน 4 ปี ไม่เห็นจะเป็นไร ยังไงก็ขอให้จบอย่ารีไทร์เป็นพอ
 

....... ณ บริเวณรอบตึกห้องประชุมใหญ่หน้ามหาวิทยาลัย...บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยนิสิตที่ต่างสวมเสื้อครุยของแต่ละคณะเดินพาพ่อแม่ ญาติมิตร คู่รัก หามุมสวยงามในบริเวณต่างๆ รอบหอประชุมเพื่อบันทึกภาพแห่งความปราบปลื้ม ปิติที่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เฝ้ารอมา และพยายามฝ่าฟันก้มหน้าก้มตาศึกษาเล่าเรียน ส่วนทางบ้านก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินทุนเพื่อการศึกษาที่ต้องการจะให้บุตรหลานได้เป็นคนมีเกียรติในสังคม ใกล้เวลาจะได้เป็น “บัณฑิต” เต็มภาคภูมิแล้ว คราใดที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนจึงจะยอมรับว่าตนได้เป็นบัณฑิตสมความตั้งใจแล้ว จะนำความปราบปลื้มยินดีแก่ผู้ส่งเสีย และบิดรมารดาอันเป็นที่รักยิ่งของตน...ในสมัยนั้นคนที่จะฝ่าฟันจนได้รับปริญญานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมหาวิทยาลัยมีน้อย และการศึกษาจะเข้มข้นกว่าในปัจจุบัน เอาเพียงว่าขอให้ทุกคนสอบผ่าน มัธยมปีที่ 8 หรือ ม.ศ. 5 ได้ก็นับว่าท่านนั้นเหนือเมฆแล้ว เล่าไปทุกคนจะว่าผู้เขียนเว่อร์หรือเพี้ยนไปแล้วก็ได้ ถ้าย้อนเวลาไปดูการประกาศผลการสอบ ที่ใช้ข้อสอบกลางโรงเรียนที่มีชั้น ม.ศ. 4 ม.ศ. 5 ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนราษฎร์หรือของรัฐ บางโรงเรียนพอประกาศผลออกมา สอบได้เพียง  8 คน โรงเรียนเอกชนตามต่างจังหวัดบางโรงตกทั้งชั้นก็มี ดังนั้นคนที่จบ ม. 8 ในสมัยนั้น แม้ว่าจะจบโดยคะแนนมาเพียง 50.00 เปอร์เซ็นต์ ก็เดินยืดอกในอำเภอและจังหวัดที่ตนเองอยู่ ดูซิว่ามันยากเย็นแค่ไหน พอสอบ ม.ศ. 5 เสร็จก็เข้าสอบเอนทรานซ์ มาลุ้นกันอีก บางคนสอบเอนทรานซ์ผ่าน แต่สอบ ม.ศ. 5 ตกก็มี...ทำให้เป็นบ้าไปก็หลายคน...ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตนิสิตทุกคน มองไปทางไหนก็มีแต่สีหน้าของความยิ้มแย้มแจ่มใส แม้อาภรณ์ที่คลุมกายจะหนาและรุ่มร่าม แต่ก็หาเป็นอุปสรรคต่อจิตใจก็หาไม่ นิสิตบางคนที่มีฐานะถึงกับสั่งตัดเสื้อครุยเก็บไว้เป็นที่ระลึก สำหรับข้าพเจ้าและเพื่อนหลายๆ คน มีอัฐน้อยจึงพากันไปเช่าที่ท่าพระจันทร์ข้างวัดมหาธาตุ รองเท้าต้องใช้ที่มีเชือกผูกก็หาซื้อของที่หลังกระทรวงกลาโหมคู่ละไม่ถึงร้อยบาท กางเกงขาไม่ได้ขนาดขายาวก็สอยขึ้น เอวใหญ่ก็หาเชือกรัด พอครุยคลุมก็ปกปิดความยากจนไปได้

.......วันนี้ข้าพเจ้าพามารดา พี่สาว และญาติมา รวม 4 คน พากันเดินบันทึกภาพเสร็จก็บอกให้ท่านกลับที่พักที่บ้านญาติแถวอินทามะระ ส่วนข้าพเจ้าก็เดินถ่ายรูปร่วมกับบรรดาเพื่อนๆน้องๆ ตากล้องได้ น้องห้องเป็น     วนศาสตร์รุ่นหลังหนึ่งปี คุณปรีชา คูรัตน์ ขณะที่กำลังยืนให้ช่างภาพถ่ายรูปเดี่ยวหน้าป้ายทางเข้ามหาวิทยาลัยที่มีตราทองเหลืองรูปพระพิรุณทรงนาค และด้านล่างสุดมีคำว่าเกษตรกลางบางเขน...พลันก็ให้นึกไปถึงคืนวันหนึ่งที่ได้มากับเพื่อนวนศาสตร์เมื่อตอนปีหนึ่ง เพื่อนคนนี้ได้มาขัดทำความสะอาดโลหะทองเหลืองที่เป็นตราพระพิรุณทรงนาค เนื่องจากถูกลงโทษในข้อหา “นุ่งกางเกงแพรไปกินข้าวที่บาร์” และมีรุ่นพี่บางคนบอกว่าใครก็ตามที่มาขัดเงาเนื่องจากถูกลงโทษมักเรียนไม่จบหรือไม่จบใน 4 ปี มาขณะนี้ข้าพเจ้าได้แต่นึกว่าเป็นการทำนายที่ไม่แม่นยำเสียเลย เพราะคนที่ขัดเงากลับเรียนจบภายใน 4 ปี เกรดเฉลี่ย 3.18 ส่วนคนที่มาเป็นเพื่อนนี่สิ...??  แล้วก็นึกย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา...

......เช้าวันนั้นข้าพเจ้ารีบตื่นเข้าห้องน้ำจัดการเรื่องส่วนตัวเสร็จ หอบเอกสารใส่ตะกร้าหน้ารถ กระโดดขึ้นเจ้าจักรยานแดงคู่ชีพ วันนี้เป็นวันแรกที่จะต้องลงทะเบียนเรียนในเทอมต้นของปี 3 เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเพราะสมองใช้กับความคิดว่า เรียนผ่านมา 2 ปี สอบตกไป 30 กว่าหน่วยกิต ทำอย่างไรจึงจะจบได้ใน 4 ปี            ดูเลือนลางเหลือเกิน คิดมาก เกรงทางบ้านจะไม่เข้าใจ หาว่าเกเร ทั้งๆ ที่ประวัติไม่เคยมี แต่ใครจะเชื่อ สำหรับสาเหตุจริงๆ นั้นมีข้าพเจ้าคนเดียวที่รู้ ในคณะวนศาสตร์ สมัยนั้นคณาจารย์ แต่ละท่านล้วนมีความรู้ความสามารถมาก และมีเมตตาธรรมกันทุกคน อาจเนื่องมาจากประเพณีของเราหล่อหลอมให้ท่านที่เคยเป็นทั้งพี่ ต้องมาเป็นผู้ประสาทวิชาความรู้ จึงทำให้ดูเหมือนเหล่าศิษย์ไม่มีช่องว่างกับบรรดาคณาจารย์ ยกตัวอย่างท่านอาจารย์ ประคอง ท่านอาจารย์ชุมพล อาจารย์นิวัติ อาจารย์ชุบ และที่ยังหนุ่มไฟแรงมีอาจารย์โอภาส อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อาจารย์ปรีชา และที่ลืมไม่ได้คืออาจารย์วัลลภ นรพัลลภ หรือที่พวกเราเรียกท่านว่า อาจารย์ “อุ๊” เนื่องจากท่านติดอ่างแต่พองาม วันใดที่ท่านสอน หากวันนั้นมีการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์มหาวิทยาลัย พอท่านเข้ามาที่ห้องจะพูดขึ้นเลยว่า “วันนี้ไอจะสอนยูเพียง 15 นาที” เพียงท่านพูดเท่านี้พวกเราต่างปรบมือร้องไชโย รู้ทันทีว่าท่านจะปล่อยให้ไปดูรักบี้ ท่านจึงเป็นที่รักของพวกเรา ท่านรักกีฬารักบี้เป็นชีวิตจิตใจ มากกว่าพวกเราเสียอีก และในตอนนั้น เกษตรของเราเป็นแชมป์รักบี้มหาวิทยาลัย 3 ปีซ้อนด้วยแล้ว และมีอีกท่าน    ถ้าไม่ได้กล่าวถึงท่านจะผิดอย่างมหันต์ ท่านคณบดี เทียม คมกฤส แม้พวกเราน้อยคนนักจะได้สัมผัสกับท่าน เนื่องจากท่านเป็นผู้บริหารระดับสูง ในสมัยนั้นเท่าที่จำได้มหาวิทยาลัยของเรามี ศาสตราจารย์ เพียง 5 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ อินทรี จันทรสถิตย์  อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ  ณ นคร  ศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส ศาสตราจารย์  จินดา  เทียมเมฆ ศาสตราจารย์ พันธุม ดิษยมณฑล….สำหรับคณบดีของเรา ท่านเป็นที่เคารพรัก และเทิดทูนของนิสิตวนศาสตร์ เพราะข้าพเจ้าได้ยินได้ฟัง บรรดารุ่นพี่ไม่ว่าที่จบไปหรือยังเรียนอยู่จะเรียกท่านติดปาก “ป๋าเทียม”  คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก…….และข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะได้มีวาสนาสัมผัสกับท่าน เนื่องจากไม่มีกิจอันใดที่เกี่ยวข้อง และท่านก็เป็นผู้ใหญ่มากเกินกว่าที่เราจะเข้าไปสนทนาวิสาสะไม่เหมือนกับอาจารย์หลายท่านที่ข้าพเจ้าวิ่งเข้าวิ่งออกห้องอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากตนเองมีทักษะในการวาดรูป ท่านไปเก็บข้อมูลอะไรมาท่านก็เรียกใช้ ทั้งท่านอาจารย์นิวัติ อาจารย์ ชุมพล และอาจารย์โอภาส ต้องขอความกรุณาเอ่ยนามเพื่อให้เรื่องราวเดินได้ตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าถือว่า “ ศิษย์ต้องมีครู จึงจะเป็นงูมีพิษ” ได้รับใช้ท่านอาจารย์ก็เก็บเกี่ยวความรู้ใส่ตัว มาคิดดูใครจะมีโอกาสดีอย่างข้าพเจ้า ความคิดมาสดุดหยุดลงเมื่อถึงทางเลี้ยวเข้าหน้าตึกคณะวนศาสตร์….!!?  

……..รีบจอดเจ้าจักรยานสีแดงคู่ชีพ วันนี้ตั้งใจจะมาพบอาจารย์ชาญ ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเพราะนอนคิดมาทั้งคืนว่าการลงทะเบียนเรียนต่อแต่นี้ไปต้องลงทะเบียนเกิน 22 หน่วยกิตทุกเทอม จึงจะจบภายใน 4 ปี มิฉะนั้นได้เป็นซูเปอร์ซีเนียร์ เข้าชมรม ม้าขาวแน่ สอบตกอะไรกันนักหนาตั้ง 30 กว่าหน่วย ได้นอนพิจารณาหาเหตุแล้ว เทอมแรกลง 18 หน่วยกิต ตก 6 หน่วยกิต ดีว่าไม่ตก 10 หน่วยกิต ไม่เช่นนั้น เทอมที่สอง ต้องถูกพักการเรียนแน่นอน มาวิเคราะห์หาสาเหตุพบว่าในตอนแรกใจยังไม่พร้อมที่จะเรียนยังสับสนอยู่ว่าจะดร็อปไปสอบเอนทรานซ์ใหม่อีกหรือเปล่า และกิจกรรมรับน้องก็มาก ไม่ได้เข้าห้องเรียน เพราะมัวเอาเวลาไปทำกิจกรรม เขาเรียกว่า แบ่งเวลาไม่ถูก และเมื่อมีการสอบเก็บคะแนนเมื่อไม่ได้เข้าห้องเล็คเชอร์ ก็ไม่มีตำราอ่าน จะยืมใครก็ไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องอ่านเช่นกัน มานึกถึงว่าถ้าสมัยนั้นมีเครื่องถ่ายเอกสารค่าถ่ายราคาถูกอย่างปัจจุบันรับรองเรียนไม่ตกสักวิชาแน่ จะว่าเกเรก็ต้องยอมรับ เรียนมา 4 เทอม ตกทุกเทอม มันอะไรกันนี้เรา ปีนี้คงต้องหยุดกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น รีไทร์ แน่นายทศ เอ๋ย เทอมนี้มาขอลง 27 หน่วยกิต ถามว่าจะเรียนไหวหรือ เมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วไปตายเอาดาบหน้า…..  เมื่อจอดรถเสร็จเดินขึ้นไปบนตึกแล้วลงบันไดอีกข้างเดินเลี้ยวไปทางขวามือ ประมาณ 40 เมตร จะถึงตึกปฐพีวิทยาป่าไม้ เป็นห้องพัก ของท่านอาจารย์ชาญ เช้านี้ท่านอยู่พอดี ท่านบอกให้นั่งตรงหน้า แล้วถามว่ามีธุระอะไร? ข้าพเจ้าไม่อ้อมค้อมตอบไปว่า …. “ผมมาขอความกรุณาอาจารย์ช่วยผ่านหนังสือการลงทะเบียนให้ด้วย” ท่านหยิบมันไปดูแล้วสีหน้าท่านเคร่งขึ้นมา ถามมาว่า “คุณจะเรียนไหวหรือ เห็นลงทะเบียนครั้งละ 20 หน่วยกิตยังเอาตัวไม่รอด” ข้าพเจ้าอึ้งตอบแบบไม่เต็มเสียงนัก  “ ถ้าไม่ลงขนาดนี้จะไม่จบใน 4 ปี” ท่านเตือนสติว่า….!?

.......“ไม่จบใน 4 ปี ไม่เห็นจะเป็นไร ยังไงก็ขอให้จบอย่ารีไทร์เป็นพอ คุณลง 20 หน่วยยังตก  แล้วนี้ขอลงตั้ง 27 หน่วย จะไหวหรือ และอีกอย่างระเบียบของทางมหาวิทยาลัยห้ามไม่ให้นิสิตลงเทอมละไม่เกิน 22 หน่วยกิต ผมอนุมัติไม่ได้คุณไปแก้ไขมาแล้วผมจะอนุมัติ” มันเหมือนมีอะไรขึ้นมาจุกที่คอ มันเป็นความรู้สึกของคนที่พลาดหวัง แต่หลังจากออกจากห้องอาจารย์ มานั่งใต้ต้นหูกวาง สติกลับคืนมา พิจารณาแล้ว ที่อาจารย์ท่านพูดมาถูกทุกอย่าง ถ้าเราเป็นอาจารย์ก็คงจะทักท้วงไปในทำนองเดียวกัน และแล้วความเครียดที่มันก่อตัวขึ้นก็สลายไปได้แต่ขอบคุณอาจารย์อยู่ในใจที่เตือนสติ

…..เมื่อไม่สามารถลงทะเบียนได้ในวันนี้ ไปหาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า ขี่เจ้าสีแดงไปจอดที่บาร์ ข้างร้าน นายแฉะ ตอนนี้มันเป็นเวลาก่อนเที่ยง คนยังน้อยรีบหาอะไรใส่ท้อง แล้วเดินไปที่ตู้เย็นร้านนายแฉะเปิดหยิบน้ำอัดลมแล้วเดินไปจ่ายสตางค์กับเจ้าของร้าน ขณะที่รับสตางค์ทอนอยู่นั้น ได้ยินเสียงลูกชายเจ้าของร้านเรียกจากหลังร้านว่า “ป๋า มารับโทรศัพท์หน่อย” พอสิ้นเสียงและข้าพเจ้ารับเงินทอนเสร็จ จิตเริ่มสะดุ้งกับคำว่า    “ ป๋า ”  รีบมาที่รถกระโดดขึ้นนั่งเสร็จปั่นมันด้วยความเร็วตรงมายังคณะวนศาสตร์อีกครั้ง  ดูเวลา 11.00 . รีบเดินขึ้นไปชั้นสองเลี้ยวซ้าย ถามหน้าห้องว่าท่านคณบดีอยู่หรือไม่และมีแขกหรือเปล่า  ได้รับคำตอบว่าว่างจึงขออนุญาตเข้าพบ……

……ตรงหน้าท่านที่นั่งด้วยท่าทีที่สงบนิ่งแต่สีหน้าแจ่มใส ถามว่ามีธุระอะไรจึงมาพบ ข้าพเจ้าจึงแจ้งจุดประสงค์ ให้ท่านฟัง ท่านให้เล่าประวัติการเรียนสั้นๆ และอุปสรรคที่ทำให้เรียนย่ำแย่ ข้าพเจ้าไม่กล้าสบตากับท่านเล่ารายละเอียดจนหมดท่านฟังอย่างสงบแล้วเปรยออกมาว่า….. “คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ต้องเรียนจบซิ แล้วเธอสอบเข้ามาได้ลำดับที่เท่าไหร่ข้าพเจ้าตอบท่านไปว่า “เข้ามาลำดับที่ 13 ครับท่าน” ท่านนิ่งสักครู่จึงเอ่ยขึ้นว่า “ถ้ามีความตั้งใจจริงต้องทำได้” ว่าแล้วท่านให้เอารายงานการลงทะเบียนเรียนให้ท่าน และแล้วก็เห็นท่านหยิบปากกามาลงนาม “อนุมัติ” พอข้าพเจ้ารับมายกมือพนมไหว้ลา มันเหมือนมีอะไรมาจุกคอหอย ขอบตาแดง น้ำตาลูกผู้ชายมันซึมตามเบ้าตาเดินลงมาถึงรถรีบใช้ทิชชูที่ติดมาจากร้านแฉะซับ….??

……การเรียนของข้าพเจ้าหลังจากลง 27 หน่วยปรากฏว่าผ่านทุกวิชา ตั้งแต่นั้นแอ๊ปพาสตลอด มาเหลือวิชาฟิสิกส์วิชาเดียวพอดี ปี 4 ซัมเมอร์คณะวนศาสตร์ ไม่มีออกป่า กับพอดีที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดวิชานี้พอดี จึงลงทะเบียนเรียน วิชาสุดท้าย คว้า เอ มาครอบครอง จบใน 4 ปีจนได้ จึงได้มายืนถ่ายภาพในชุดเสื้อครุยหน้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ มันเป็นวันสำคัญมาก เพราะเป็นวันที่…. “พ่อให้จึงได้จบ” บูรพาจารย์ท่านให้ “โอกาส” ศิษย์เสมอมา เปรียบได้กับแสงเรืองๆ  ที่แปล่งประกายขึ้นทางบูรพาทิศเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลสิ่งมีชีวิตที่อุบัติในโลกใบนี้….

 


Last updated: 2015-02-01 10:11:03


@ พ่อท่านให้....จึงได้จบ
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ พ่อท่านให้....จึงได้จบ
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
810

Your IP-Address: 3.234.252.109/ Users: 
809