��������������� เมื่อเจ้าหน้าที่รังวัด ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดส่งไปรังวัด สาบานตนเสร็จ ท่านผู้พิพากษาท่านกล่าวขึ้นว่า ��������������� “ขอให้เจ้าหน้าที่ให้การด้วยความระมัดระวังและเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ เพราะคำเบิกความในครั้งนี้จะมีปรากฏในคำพิพากษาด้วย”
��������������� ในตอนแรกผู้เขียนไม่เข้าใจ เพราะไม่เห็นรายงานการตรวจสอบที่ดินเนื่องจากพนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมจะมีแต่ อัยการและศาลเท่านั้นที่เห็น แต่มาทราบในตอนหลังจึงถึงบางอ้อ...
��������������� เจ้าหน้าที่รังวัดดูท่าทางจะไม่มีความกริ่งเกรงอะไรรู้สึกจะมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก...
��������������� ได้เบิกความว่า ไปดำเนินการรังวัด โดยที่ดินเห็นหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่มีระวาง ในการรังวัดจึงต้องอาศัยเจ้าของที่ดิน และที่ดินข้างเคียงนำชี้ได้ทำการรังวัดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 โดยนางจวงฯ เป็นผู้นำชี้ สำหรับวิธีการใช้เทปวัดระยะรอบแปลง ใช้กล้องส่องเพื่อหาพิกัดคำนวณเนื้อที่ ในการรังวัดที่ดินพบตอไม้ 1 ตอ จึงทำแผนที่ระบุเครื่องหมายวงกลมเป็นตอไม้ และเก็บตอไม้ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้พบ ที่ดินนางจวงฯ นั้น อาณาเขตด้านทิศตะวันออก จดที่ดิน นายโจม พันธุ์แดง ส่วนทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก จดที่ดิน นายน้อย ไชยพล จึงให้ข้างเคียงลงชื่อไว้ในบันทึกถ้อยคำ และในใบรับรองเขตติดต่อของเจ้าของที่ดิน...
��������������� นายช่างรังวัดที่ดินคนนี้ชื่อนายโอภาสฯ ได้เบิกความตนทราบว่าที่ดินนางจวงฯ อยู่ในเขตปฏิรูปที่จึงแจ้งหน่วยเหนือ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดจึงให้นายช่างรางวัด ชื่อนายภาณุมาศฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดมาร่วมตรวจ ปรากฏผลว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจริง การรังวัดได้เนื้อที่มากกว่าเดิม 2 งาน 88 ตารางวา จึงได้ทำบันทึกไว้...
��������������� อัยการท่านเป็นโจทก์และทนาย ได้ซักค้านว่า “ที่ดินข้างเคียงตาม น.ส.3 ทิศเหนือจดป่า ทิศใต้จดป่า ��������ทิศตะวันตกจดป่า ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาระวังแนวเขต ทำไมจึงให้นายน้อย ไชยพล รับรองโดยข้ามขั้นตอน เป็นการปฏิบัติถูกต้องระเบียบปฏิบัติหรือไม่? ช่างรังวัดตอบว่าเห็นว่านายน้อยฯ ให้การว่าทำกินมานานแล้ว จึงให้ลงชื่อรับรอง..���������� พอเสร็จสิ้นการเบิกความ คณะเราออกมาจากห้อง ผู้เขียนเดินคู่มากับเจ้าหน้าที่รังวัด ถามว่าทำไมถึงกล้าให้การอย่างนั้น ได้รับคำตอบว่างานรีบด่วนถ้าผิดก็แค่ประมาทเล่นเล่อ...!?
��������������� คดีนี้เป็นคดีประหลาดที่ดูไปแล้ว พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นตำรวจแทบจะไม่มีบทบาทอะไรมาก ทำหน้าที่แค่รวบรวมพยานวัตถุ พยานเอกสาร พยานบุคคล ส่วนพยานแวดล้อมต่างๆ ผู้จับกุมได้ตระเวนหาให้แทบทั้งสิ้น ขอผู้อ่านลองไตร่ตรองดูและแล้ววันที่ศาลท่านตัดสินก็มาถึง จากคดีหมายเลขดำที่ 1224/2550 กลายมาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1142/2551 ศาลจังหวัดอำนาจเจริญตัดสินเมื่อวันที่ 16 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2551 นับตั้งแต่วันจับกุมจนถึงวันตัดสินเป็นเวลา 12 เดือน นับว่าไม่นานเท่าใดนัก ผลของคำพิพากษาดังนี้...
��������������� พิพากษาว่า จำเลยทั้งสอมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 �ฐาน ร่วมกันทำไม้พะยูงซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน �ฐาน ร่วมกันมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน และฐาน ร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปประเภท ก. ซึ่งเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 24 เดือน ริบของกลาง
��������������� เมื่อศาลตัดสินแล้ว นางกิ่งดาวฯ เธอได้ขอประกันตัวออกไปอุทธรณ์ต่อ ผลของศาลอุทธรณ์จะนำเสนอในโอกาสต่อไป เราลองมาทบทวนดูการต่อสู้ของเธอ และการแก้เกมส์ของฝ่ายเรา แต่ละช็อร์ต น่าหวาดเสียวและระทึกใจ ในตอนแรกพอจับเธอได้ ไม้เพียง 19 ท่อน เธอยื่นหนังสืออัยการสั่งไม่ฟ้องคดีไม้ 15 ท่อน เป็นหลักฐานอันเดิมของเธอ คงใช้อ้างมาโดยตลอด แต่คราวนี้ โชคดีที่ผู้เขียนมีภาพไม้ของกลางที่อัยการสั่งการสั่งไม่ฟ้อง� ซึ่งคุณวีระพงษ์ฯ เคยให้ไว้ นำมาเปรียบเทียบ โดยเอาบัญชีไม้ที่มี ขนาด ความยาว ความโต ฉบับเดิมซึ่งมีในหน่วยมาประกอบ ปรากฏว่า เข้ากันไม่ได้แม้แต่ท่อนเดียว คราวนี้เธอนำเอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก ของราษฎรอำเภอชานุมาน มาอ้าง ทางเรารีบเข้าไปทำการลอกลายหน้าตัดมาเปรียบเทียบปรากฏว่าเข้ากันไม่ได้อีก และ น.ส.3ก ฉบับนี้ผู้เขียนจำได้ว่า นายระพีพัฒน์ฯ เคยใช้อ้างที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มาแล้ว จึงได้ส่งให้พนักงานสอบสวน เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ น.ส.3ก ฉบับนี้และเมื่อศาลท่านเห็นทำให้เกิดพิรุธ ไม่มีน้ำหนัก คราวนี้เธออ้าง น.ส. 3ก ที่มี 3 ด้านติดป่า และอีกด้านติดที่เอกชน คณะของเราจึงเข้าไปตรวจสอบเป็นที่ดินอยู่ ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน พบหลักเขต สปก. อยู่ข้างที่ดิน ลักษณะที่ดินเป็นที่นา มีคันนาและตอซังข้าวยังปรากฏให้เห็น แต่ด้านทิศใต้ตาม น.ส.3 จะยาว 5 เส้น คิดเป็นเมตร ได้ 200 เมตร สภาพเป็นป่าไม้ขึ้นหนาแน่น แบ่งกันชัดเจนระหว่างป่ากับที่นา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนพอดีกับหน่วยบินของกระทรวงมาบินสำรวจป่า ผู้เขียนถือโอกาสขอให้นักบิน บินไปตรงจุดพิกัดที่ตอไม้พะยูงอยู่ แล้วถ่ายภาพจากเครื่องลงมา ปรากฏได้ภาพชัดเจนว่าที่นากับป่าแยกกันชัดเจน เสียดายที่ไม่รู้ล่วงหน้าไม่อย่างนั้นจะให้หน่วยภาคพื้นดินสุมควันไฟตรงตำแหน่งตอไม้จะได้ชัดเจนกันไปเลย ได้หลักฐานแล้วส่งพนักงานสอบสวนทันที กรณีที่เจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินมาสอบเขตรายงานฉบับนี้ผู้เขียนไม่เห็นเนื่องจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ดินส่งพนักงานสอบสวน และไม่ทราบด้วยว่าที่ดินรับรองว่าตอไม้อยู่ในเขตแปลง น.ส.3 และยังรังวัดได้เนื้อที่เพิ่มอีก 2 งาน กับ 88 ตารางวา ดีว่าเรื่องไปผ่านท่านอัยการท่านจึงซักค้านว่า การรังวัดเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ทำไมด้านจดป่าจึงไม่ให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาระวังแนวเขต กลับให้ผู้บุกรุกทำกินลงนามระวังแนวเขตแทนกรณีนี้ถือว่าโชคดี ทำให้พยานการรังวัดที่ดินไม่น่าเชื่อถือ ทางฝ่ายเรายังพยายามหาหลักฐานเพื่อมัดผู้ต้องหา แม้ตอนออกมาจากการตรวจตอ พบว่าป้ายระบุบริเวณที่เข้าไปตรวจเป็นป่าชุมชน �ก็รีบไปพบนายกองค์การบริหารส่วนตำบลขอดูแผนที่ป่า เอาพิกัดตอไม้ไปลงปรากฏว่าอยู่ในเขตป่าชุมชนดงใหญ่จริง ซึ่งแสดงว่าไม้พะยูงต้นนี้ไม่ได้อยู่ในดินกรรมสิทธิ์ แต่อย่างใด สรุปได้ว่า ไม้ 19 ท่อน เป็นไม้แก่นล่อน 12 ท่อน นางกิ่งดาวฯ �����นำพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีความผิด และอีก 7 ท่อนเป็นไม้ถากกลม ทางผู้จับกุมเพียรพยายามหาหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ในป่า จึงมีความผิด...
��������������� งานนี้เล่นเอาเจ้าหน้าที่เหนื่อยไปตามๆ กัน และเธอยังอุทธรณ์สู้ต่อ จะได้นำมาเล่า ในโอกาสต่อไป...
��������������� กรณีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไม้มีเพียง 19 ท่อน และไม่ได้ขนาด อีกทั้งไม่สวยงาม ตามออร์เดอร์ ยังโดนจำคุกเสีย 2 ปี นับว่าหนักไม่เบา นี้ดีว่า คณะเราที่จับในตอนที่ไปพบไม้ถูกตัดในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติที่มอบให้ สปก. ทางผู้เขียนไม่เอะใจว่ายังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ ไม่ได้ทำหนังสือสอบถาม สปก.ให้ยืนยันว่า ยังไม่มีกฤษฎีกาออกให้เป็นที่ สปก.มาทราบเอาตอนที่ เจ้าหน้าที่ สปก.เบิกความในชั้นศาลว่า ที่ตรงนั้นยังคงสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ มิฉะนั้นจะได้หากฎกระทรวง ประกาศป่าดงคำเดือยแปลง 1 เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และแจ้งข้อหาเพิ่มว่า ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจะได้หนักขึ้นอีก ถือว่าเป็นโชคของเธอก็แล้วกัน เป็นบทเรียนสำหรับเราผู้จับกุม เท่านี้ก็สมควรแก่โทษแล้ว...
��������������� ติดตามตอนต่อๆไปมีอะไรประหลาดให้อ่านในตอน (17)

Last updated: 2014-12-22 09:12:22