ทำธุรกิจต้องคุ้มค่า ช่วยคนไม่ต้องคิดเรื่องคุ้ม
 
     
 
พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (9)
คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง  มีเหตุบรรเทาโทษ  ลดโทษให้จำเลย  หนึ่งในสาม  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78  คงจำคุก  22  ปี  8 เดือน 
 

                การสืบพยานมาถึงฝ่ายจำเลยบ้าง  เมื่อผู้เขียนลงจากคอกพยาน  มานั่งแล้ว  นายระพีพัฒน์ฯ จำเลยก็ขึ้นไปที่คอกพยาน  ทำการสาบานตนแล้วทนายฝ่ายจำเลย  เข้ามาซักให้จำเลยเล่าให้ศาลฟัง  จำเลยให้การปฏิเสธ  เบิกความว่าตนประกอบธุรกิจนำเข้าไม้จาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  (สปป.ลาว)    ในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด  การจัดซื้อไม้มีเจ้าหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับเอกสาร  ตนเองมีหน้าที่ในการบริหารงาน  และการซื้อไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์  มีนายเล้ยฯ  เป็นผู้นำมาขายอีกทอดหนึ่ง  ในการตรวจสอบไม้ของกลางตนไม่ทราบ  เพราะเจ้าหน้าที่ไม่แจ้ง  และอีกทั้งไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจด้วย  กรณีการตั้งโรงงานแปรรูปไม้นั้น  ตนเองขอปฏิเสธว่าไม่จริง  ส่วนบันทึกคำให้การกับพนักงานสอบสวนว่า  จำเลยหาคนงาน  1 ถึง 2 คนมาถากไม้  เพื่อแปรรูปไม้ด้วยขวานหรือเครื่องมือแปรรูปนั้นไม่จริง  จำเลยไม่เคยให้การดังกล่าว   เศษไม้และเปลือกไม้ที่พบ  เกิดจากเจ้าของที่ดินถากไม้เพื่อนำเศษไม้ไปทำฟืน  สำหรับขี้เลื่อยเจ้าของที่ดินซื้อมาเพื่อทำธูปและถ่านอัดแท่ง  เมื่อศาลท่านรับฟังจบแล้ว ทนายจำเลยขอให้ศาลมีหมายเรียกผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ไม้มาอีกครั้ง  ศาลท่านว่าทำไม่ได้  หากเขาไม่มาจะเป็นการขัดอำนาจศาล  นายระพีพัฒน์ฯ  จำเลยอ้างว่าสามารถติดต่อให้มาได้  ศาลท่านจึงได้หันมาทางอัยการในฐานะโจทก์  ว่ามีความเห็นอย่างไร  ท่านอัยการแม้ท่านจะเป็นสตรี  แต่เข้มแข็งหนักแน่นไม่แพ้ชาย  แต่ท่านยืนยันกับศาลว่า  เห็นควรยุติแล้ว  ถ้าอนุญาตจะเป็นการประวิงเวลาให้เนิ่นนานไปอีก  ศาลเห็นด้วย  จึงยุติการพิจารณา....

                นับตั้งแต่วันที่คณะเราขึ้นศาลต่อสู้คดีกันหลังจากนั้น  ได้จับไม้พะยูงในรถตู้คอนเทนเนอร์  และรถบรรทุก  10  ล้อ  อีกหลายคัน  แต่ละคันบรรทุกไม้เกิน  100  ท่อนขึ้นไป  และไม้มีขนาดและสวยงามต้องตามออร์เดอร์  เวลาผ่านไปนับจากที่จับไม้ในโกดัง  วันที่  8  สิงหาคม  2549  ศาลจังหวัดอุบลราชธานี  ได้ตัดสินคดี เมื่อวันที่  28  ธันวาคม  2550  นับเป็นเวลาทั้งสิ้น  1  ปี  กับ 5 เดือน...

                ผลการตัดสินสรุปได้ว่า...

                พิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป่าไม้  พุทธศักราช 2548  วรรคหนึ่ง 69   วรรคสอง (2) 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  91  ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต  จำคุก 15 ปี  ฐานมีไม้หวงห้ามซึ่งเป็นไม้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก  15 ปี  ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต  จำคุก  4  ปี  รวมจำคุก  34  ปี  คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง  มีเหตุบรรเทาโทษ  ลดโทษให้จำเลย  หนึ่งในสาม  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78  คงจำคุก  22  ปี  8 เดือน  ริบไม้ของกลาง  ส่วนคำขอให้จ่ายสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับเมื่อศาลไม่ได้ลงโทษปรับจำเลย  คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก...

                ทันทีที่ศาลท่านตัดสินเสร็จในห้องที่นั่งฟัง  มีนายระพีพัฒน์ฯ มาฟังด้วย  ถูกตำรวจศาลควบคุมตัวไป  และเจ้าตัวได้ทำเรื่องขอประกันตัวอุทธรณ์คดีต่อไป  พวกเรามีผู้เขียน  ผอ.ณรงค์ อุทยารัตน์  คุณประเวศ    สุจินพรัหม  และคณะ  ต่างเดินออกมา  พอพ้นเขตศาลต่างแสดงความยินดีต่อไป  ที่งานคราวนี้สำเร็จลงได้  หากจะกล่าวถึงคดีนี้ต้องยกความดีให้กับผอ.ณรงค์ฯ  ที่แม้จะเป็น ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำ  แต่เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เขียน  ไม่ว่าจะเป็นขอใช้รถยนต์ประจำส่วน  หรืองบประมาณค่าน้ำมัน  และตัวเองหากว่างจะออกเดินทางไปร่วมตรวจสอบในพื้นที่ด้วยทุกครั้ง  ผู้เขียนเป็นหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ  งบประมาณมีน้อย  แม้จะรักษาราชการแทนผู้อำนวยการบ่อย และยาวนาน  แต่ไม่มีงบเป็นของตนเอง  จึงอาศัยการบูรณาการสนธิทั้งกำลังคน และกำลังทรัพย์จากส่วนจัดการต้นน้ำ  เมื่อครบเวลา  1  เดือน  จึงได้ขอคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อทำเรื่องรายงานกรม  แต่ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยเหนือ  ไม่รู้ได้เวียนให้สำนักต่างๆ ได้ใช้เป็นกรณีศึกษากันบ้างหรือไม่  หรือว่าหน่วยเหนือเห็นว่า  เป็นเรื่องธรรมดาพื้นๆ...

                เรามาว่ากันต่อดีกว่า ว่าศาลท่านวิเคราะห์หรือวินิจฉัยประเด็นใดบ้าง  เมื่อได้คำพิพากษา            คดีหมายเลขดำที่  302/2550  คดีหมายเลขแดงที่  1778/2550  ลงวันที่  28  ธันวาคม  2550  หากผู้อ่านท่านใดสนใจผู้เขียนพร้อมจะส่งให้...

                เมื่ออ่านคำพิพากษาจนจบ  พบว่ามีสิ่งที่ท่านต้องวินิจฉัยอยู่  2  ประเด็นหลักคือ... 

                ประเด็นแรก คือ หลักเกณฑ์วิธีการตรวจพิสูจน์ไม้ของคณะผู้จับกุมโดยศาลท่านได้บรรยายว่า...     นับตั้งแต่ตรวจค้นพบไม้ของกลาง  จากนั้นจำเลยนำหลักฐานการได้มาของไม้ของกลางมาแสดง  และพยานทั้งสามเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามเอกสารที่จำเลยนำมาแสดง  โดยพยานโจทก์ทั้งสามต่างก็เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่  จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องปรุงแต่งเรื่องราวอันเป็นเท็จ  แล้วมาเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ  น่าเชื่อว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและ   รู้เห็นมาจริง  โดยนายทศนารถ  พยานโจทก์  ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่  9  และเป็นหัวหน้าชุดตรวจสอบ  เบิกความยืนยันว่า  ไม้ของกลางเป็นไม้พะยูง  ไม้ประดู่  และไม้สาธร  ซึ่งเป็นไม้ที่มีลายไม้  วงปีชัดเจน  แม้ไม้ของกลางบางส่วนจะถูกแปรรูปเป็นท่อน  โดยการตัดถากปีกด้านข้างออก  แต่บริเวณลายไม้  ใจไม้  หรือแก่นไม้ตรงกลางยังอยู่  ตรวจสอบโดยวิธีทางกายภาพโดยนำแผ่นพลาสติกใสทาบและทำตำหนิลายไม้  แก่นไม้และวงปีของตอไม้แล้ว  นำไปเปรียบเทียบกับไม้ของกลางได้  วิธีการตรวจสอบดังกล่าวได้มาตรฐานและเป็นไปตามหลักวิชาการ  โดยก่อนการตรวจสอบ  ได้มีการแจ้งให้จำเลยทราบ  แต่จำเลยไม่มาร่วมตรวจสอบ  ผลการตรวจสอบปรากฏว่า  แก่นไม้และวงปีของไม้ทั้งหมด  ไม่ตรงกับไม้ของกลาง  ทั้งขนาดตอไม้ที่พบไม่ใหญ่  ไม้ของกลางจึงไม่น่าจะเป็นส่วนกิ่งของตอไม้ดังกล่าว  ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าตอไม้ที่อยู่บนดินของบุคคลดังกล่าวทั้ง  14  ราย  ตามที่จำเลยอ้างไม่ใช่ที่มาของไม้ของกลาง....

                ต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องโรงงานแปรรูปไม้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า  จำเลยกระทำผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่  นายประเวศ    นายทศนารถ  นายไมตรี  พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความและยืนยัน  ว่าบริเวณที่ตรวจค้นพบไม้ของกลาง        มีลักษณะมีรั้วมิดชิด  มีหลังคาตาข่ายสีดำ  นอกจากนี้ยังพบปีกไม้  และเศษไม้ที่ยังหลงเหลือจากแปรรูปอยู่ทั่วไป  ตามภาพถ่ายและบันทึกการตรวจค้น  เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายปรากฏว่า  มีปีกไม้และเศษไม้  ซึ่งมีลักษณะอันเกิดจากการเลื่อย  ผ่าถากแก่ไม้ให้เปลี่ยนรูปไปจากเดิม  กองอยู่ทั่วไปเป็นจำนวนมาก  อันแสดงว่า  บริเวณดังกล่าวมีการดำเนินการแปรรูปไม้  ประกอบกับโจทก์มี พันตำรวจตรีอุทัยฯ  พยานโจทก์อีกปากหนึ่ง  ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยัน  ในชั้นสอบสวน  จำเลยให้การว่าจ้างคนงานประมาณ 1 ถึง 2 คน  มาถากแปรรูปไม้โดยใช้ขวาน  หรือเครื่องมือแปรรูปที่บริเวณดังกล่าวตามบันทึกคำให้การแผ่นสุดท้าย  ยิ่งทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากขึ้น  ส่วนที่จำเลยเบิกความว่าไม่เคยให้การเรื่องดังกล่าวไว้  ความจริงแล้วบริเวณดังกล่าว  จำเลยจัดทำเป็นโรงเก็บไม้ชั่วคราว  เศษไม้และรอยถากไม้ที่พบเกิดจากเจ้าของที่ดิน   ซื้อมาจากโรงเลื่อย  เพื่อนำมาทำธูปและถ่านอัดแท่ง  เห็นว่าได้ให้การกับพันตำรวจตรีอุทัย  พยานโจทก์เมื่อวันที่  6 กันยายน  2549  หลังจากที่จำเลยถูกกล่าวหาไม่นาน  เชื่อว่าจำเลยให้การไปตามความเป็นจริง  โดยยังไม่ทันคิดปรุงแต่งเรื่องราวมากกว่าที่จำเลยเบิกความแตกต่างในชั้นพิจารณา  อันมีลักษณะเบิกความให้พ้นผิด  หลังจากที่มีเวลาคิดทบทวนแล้ว  ทั้งไม่ปรากฏจำเลยเคยให้การถึงรายละเอียดข้อกล่าวหาอ้างตามที่เบิกความมาก่อน  แต่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาในชั้นพิจารณา  โดยมีเพียงลำพังตัวจำเลยเบิกความลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง  เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า  จำเลยได้จ้างคนงานมาถากและแปรรูปไม้ที่บริเวณดังกล่าวไปตามความจริง  กรณีจึงรับฟังได้ว่า  จำเลยดำเนินการแปรรูปไม้ที่บริเวณดังกล่าว ดังนี้เมื่อปรากฏว่า  บริเวณดังกล่าว  มีรั้วซึ่งมีลักษณะมิดชิด  มีหลังคาตาข่ายสีดำ  บริเวณดังกล่าวจึงเป็นสถานที่จัดทำขึ้นเพื่อทำการแปรรูปไม้  อันมีลักษณะที่จะดำเนินการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  การกระทำของจำเลยจึงเป็นการตั้งโรงงานแปรรูป  เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าว  กรณีจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า  จำเลยมีความผิดฐาน ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต...

                กรณีตั้งโรงงานแปรรูปไม้  ถ้าเจ้าหน้าที่เราไม่อ่านนิยามคำว่า “โรงงานแปรรูปไม้”  กฎหมายว่าไว้อย่างไร  จะทำให้ไม่กล้าตั้งข้อหานี้  ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าจะต้องมีเครื่องยนต์  หรือมอเตอร์ที่กำหนดกำลังม้าไว้  ไปเอานิยามคำว่าโรงงานของกฎหมายอื่นมาปะปน  เช่นคดีนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากจังหวัด  ไม่ร่วมจับกุมด้วยเพราะเกรงว่า  จับไปอาจจะหลุดถูกฟ้องกลับได้...!?

                กรณีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากกรมป่าไม้  ที่มาตรวจ  2 วัน  โดยคุณประเวศ นำตรวจนั้น  พอเราได้สำเนาคำพิพากษามา  จึงได้ทราบว่า  ผู้เชี่ยวชาญได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับทีมงานเรา             จึงกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น...

                ขอเรียนผู้อ่านว่า  ในช่วงแรกนี้  ผู้เขียนจำเป็นต้องทำตัวเสมือนขี่ม้าเลียบค่าย  ยังไม่เข้าโจมตี  เพราะต้องการให้ผู้อ่านได้เห็นภาพการลักลอบตัดไม้พะยูงว่า  มีกลยุทธ์ในแบบใด  และมีการพัฒนาไปในทิศทางใด  เจ้าหน้าที่ของเราไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง เช่น กรมป่าไม้  และกรมอุยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  หรือทหาร  ตำรวจ  มีท้องที่ใดบ้างที่มีการบุกรุกเข้าตัดไม้กันอย่างหนักมาก่อน  และกรมได้มียุทธวิธีในการป้องกัน  ทั้งระดมพลเข้ากวาดล้าง  มีทั้งแรมโบ้  มนุษย์เหล็ก  แล้วแต่จะมีฉายา เปิดยุทธการแล้วเป็นอย่างไร  การป้องกันได้เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ  กลางน้ำและปลายน้ำ  แล้วหรือไม่  ไม้ที่เหลือในป่าจะเป็นไปตามชื่อเรื่องของผู้เขียนหรือไม่ ขอได้โปรดติดตาม  ผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลมานำเสนอโดยประสบการณ์  เราจบไปคดีหนึ่งแล้ว ที่ทำให้พ่อค้ารายใหญ่ในแถบจังหวัดอีสานใต้สะเทือนไม่มากก็น้อย  แม้จะเป็นศาลชั้นต้นตัดสินก็ดี ยังเหลืออีก 2 ศาล  จะได้ติดตามนำเสนอต่อไป  เพราะเท่าที่เคยทำงานปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทั้งชีวิต  มีคดีนี้เป็นคดีแรกที่เห็นศาลท่านตัดสิน  โทษถือว่าหนักมาก  และยังมีคดีที่น่าสนใจและโทษหนัก  มานำเสนอในตอนต่อๆ ไป  เรามาลองดูคดีประหลาดอีกซักคดี  ในตอนที่ (10)...



Last updated: 2014-05-18 07:52:13


@ พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (9)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (9)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
820

Your IP-Address: 18.204.2.146/ Users: 
819