ไม่มีคำว่าสาย ถ้าคิดจะเริ่มต้น
 
     
 
พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (๖)
 

                ...ต่อมา  เมื่อวันที่  ๒๒  สิงหาคม  ๒๕๔๙  การออกตรวจสอบที่ดินในท้องที่จริงเสร็จสิ้นลงจำนวน  ๑๐  ราย  ได้บันทึกปากคำเจ้าของที่ดิน  ๑๐  ราย  และตอไม้ที่ตรวจเป็นชนิดไม้พะยูง  ไม้ประดู่  ไม้สาธรกลับมาสำนักงานได้ให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพหน้าตัดของตอไม้ทั้งหมดที่ได้ไปลอกลายวงปีมา  ทั้งของโคนไม้ของกลางด้วยแล้วนำมาทำภาพเชิงซ้อนดูว่ามีท่อนใดบ้างที่เข้ากันได้  ปรากฏผลว่า  เข้ากันไม่ได้แม้แต่ท่อนเดียว  จึงได้นำแผ่นพลาสติกใสที่มีภาพตอไม้ไปทำการทาบกับโคนของท่อนไม้ของกลางที่ตรวจยึดอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ  ปรากฏว่าเข้ากันไม่ได้อีกเช่นกัน  ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าไม้ประดู่  พะยูง  และสาธร  แก่นไม้มีสีสันที่แตกต่างจากกระพี้มาก  การกระทำวิธีนี้หากเป็นไม้ที่มีที่มาจากต้นเดียวกันย่อมต่อกันได้  หรือแม้จะทอนโคนออกไปบ้างประมาณ  ๕๐  เซนติเมตร  หรือมากกว่านั้น  พอจะอนุมาณรูปร่างของวงปีได้เช่นกัน  เว้นแต่ไม้ของกลางจะเป็นกิ่ง  แต่เท่าที่ตรวจไม้พะยูง  และไม้ประดู่  ไม้สาธร  ของกลาง  ไม่ได้มีขนาดเล็กพอที่จะเป็นกิ่ง  และตอไม้ที่ไปตรวจก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก  จึงเชื่อได้ว่าไม้ของกลางที่ตรวจยึดไม่ได้มาจากที่ดินกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างจริง  จึงสรุปประเด็นการสืบสวนได้  ๓  ประเด็นหลัก  คือ

                ๑.  เอกสารที่นำมาอ้างได้จัดทำขึ้นอย่างผิดปรกติวิสัย  บางฉบับมีการลบแล้วเขียนขึ้น  นำไปถ่ายซ้ำบางฉบับรับรองกันมาว่าไม้พะยูง  ๑  ต้น  ในโฉนดตัดฟันได้  ๓๐  ท่อน  ท่อนละ  ๒  เมตร  ๑๐  เซนติเมตร  แสดงว่าไม้พะยูงต้นนี้ต้องมีความสูงอย่างน้อย  ๖๐  เมตร

                ๒.  ต้นตอไม้ในที่ดินตรวจแล้วเข้ากันไม่ได้

                ๓.  ราษฎรเจ้าของที่ดินทั้งหมดให้การตรงกันว่าไม่เคยรู้จักกับผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของไม้  และไม่ได้ขายไม้ให้กับคนที่อ้างเป็นเจ้าของไม้  ซึ่งได้ลงนามรับรองสำเนาเอกสารทุกฉบับ  แต่ยอมรับว่าเอกสารตรงตามตัวจริงของต้นฉบับ  แต่ไม่ทราบว่าไปอยู่กับคนอ้างได้อย่างไร ?

                ...มีประเด็นหนึ่งที่พวกเราจะต้องวินิจฉัย  คือในโกดังมีการสร้างโรงเรือนกว้างประมาณ  ๔  เมตร  คูณ  ๔  เมตร  หลังคามุงด้วยสะแลนหรือตาข่ายสีดำกันแดดไว้ที่พื้นล่างเต็มไปด้วยปีกไม้เศษขี้เลื่อย  และเปลือกกะพี้กระจายเต็มบริเวณมีความหนาประมาณ  ๑  ฟุต  ประเวศเสนอว่าข้อเท็จจริงตรงนี้เข้าข่ายโรงงานแปรรูปไม้ตอนบันทึกการจับกุมตนเองได้หารือกับเจ้าหน้าที่จากสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด  แล้วเขาบอกว่า  ไม่ได้  ถ้าจับในข้อหาตั้งโรงงานเขาจะไม่ร่วมด้วย  จึงได้มาหารือผู้เขียน  ผู้เขียนให้ตั้งได้เลย  ข้อเท็จจริงมันสมบูรณ์แล้ว  ตั้งข้อหาว่า  “ตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตร่วมไปอีกหนึ่งข้อหาเจ้าหน้าที่จากจังหวัดไม่ร่วมจับกุมก็ไม่เป็นไร  เราจับกันเองได้...

                มาถึงการพิจารณาจากพยานเอกสาร  พยานแวดล้อม  และพยานวัตถุ  คณะเจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่า  ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้  พุทธศักราช  ๒๔๘๔  มาตรา  ๔๘  มาตรา๖๙  ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้  มีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครองครองเกิน  ๐.๒๐  ลูกบาศก์เมตร  และมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต  จึงได้ร่วมกันตรวจยึดไม้ประดู่  ไม้พะยูง  ไม้สาธร  จำนวน  ๒๒๐  ท่อน/เหลี่ยม  ปริมาตร  ๒๔.๑๖๗  ลูกบาศก์เมตร  ไว้เป็นของกลางในการกระทำผิด  และนำส่งพนักงานสอบสวนสภ.อ.พิบูลมังสาหาร  ตามคดีอาญา  ๓๙๔/๒๕๔๙  ลงวันที่  ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๔๙  เหตุเกิดระหว่างวันที่  ๘ – ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๔๙  บริเวณบ้านไม่มีเลขที่  ตำบลดอนจิก  อำเภอพิบูลมังสาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี  ในการแจ้งความครั้งนี้พวกเรามั่นใจแล้ว  และเริ่มทยอยจัดส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ให้ สภ.อ.พิบูลมังสาหาร  ตรวจสอบอะไรเสร็จก็รีบสรุปส่ง  หลังจากเข้าแจ้งความในวันที่  ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๔๙  แล้ว  ยังเหลืออีก  ๔  ราย  ยังไม่ได้ตรวจสอบในวันที่  ๔  ถึง  ๕  กันยายน  ๒๕๔๙  ได้ไปทำการตรวจสอบส่งผลการตรวจสอบให้สภ.อ.พิบูลมังสาหาร  ในวันที่  ๒๙  กันยายน  ๒๕๔๙  ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมสักนิด  การแจ้งความในชั้นต้นเราจะแจ้งความระบุเพียง  ชนิด  จำนวนไม้ของกลาง  และตั้งข้อกล่าวหาไว้  หลังจากนั้นเราออกแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมโดยการตรวจแปลงที่ดินและสอบปากคำเจ้าของที่ดินเท่าที่จะให้โอกาส  เนื่องจากเราไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียก  หากเขาไม่ให้ความร่วมมือก็ทำไม่ได้  แต่ทุกรายที่ไปพบได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี  เมื่อตรวจสอบ  ๑๐  รายแรกแล้วก็กลับมาจัดทำหลักฐานการทำภาพเชิงซ้อน  และนำแผ่นพลาสติกใสไปทาบที่ไม้ของกลางอีกครั้ง  ซึ่งมีบางครั้งที่พนักงานห้างหุ้นส่วนไปร่วมด้วย  แต่การปฏิบัติงานในสนามเราแจ้งให้มานำพิสูจน์ทุกครั้ง  ทั้ง  ๑๐  รายนี้ได้จัดทำเอกสารทั้งหมด  ๒๘๖  แผ่น  จัดส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.อ.พิบูลมังสาหาร  เมื่อวันที่  ๓๑  สิงหาคม  ๒๕๔๙  และที่เหลืออีก  ๔  ราย  ตรวจสอบในทำนองเดียวกับรายแรก  เสร็จสิ้นเมื่อ  ๒๖  กันยายน  ๒๕๔๙  และจัดส่งให้สภ.อ.พิบูลมังสาหารเมื่อ  ๒๙  กันยายน  ๒๕๔๙  สาเหตุที่แยกตรวจ  ๔  รายหลัง  เนื่องจากจังหวัดบุรีรัมย์  มหาสารคาม  ศรีสะเกษ  อยู่นอกอำนาจเขตศาลอุบลราชธานี  ได้จำนวนเอกสาร  ๑๓๒  แผ่น  จำนวนเอกสารที่คณะทำงานในครั้งนี้ส่งให้  สภ.อ.พิบูลมังสาหารรวมทั้งสิ้นจำนวน  ๔๗๒  แผ่น  นับว่าไม่น้อยเลยในการจับกุมคดีไม้  จำนวน  ๒๒๐  ท่อน/เหลี่ยม  หากเป็นการปฏิบัติงานธรรมดา  เอกสารน่าจะมีบันทึกการจับกุมที่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อหา  รายนามผู้ร่วมจับกุม  ประมาณ  ๔-๕  หน้า  บัญชีไม้  ๑๐  แผ่น  แผนที่เกิดเหตุ  ๑-๒  แผ่น  รูปถ่าย  ๒  แผ่น  รวมไม่เกิน  ๒๐  แผ่น  ผู้เขียนมานั่งนึกดู  ไม่ขอปรามาสผู้ใด  แต่ขอเรียนว่า  เป็นงานที่สาหัสสากันมาก  ใช้ทั้งแรงงานและมันสมอง  แล้วเราจะรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของเราทำงานในลักษณะนี้  จะได้บ้างหรือไม่ท่านผู้อ่านช่วยเป็นแรงใจให้ทีมงานนี้ด้วย  ว่าคดีนี้จะจบลงด้วยเสียงหัวเราะหรือเศร้าซึม...มาว่ากันต่อ  เราได้กล่าวถึงพวกเราที่เป็นพนักงานสืบสวน  ต่อไปมาดูพนักงานสอบสวนบ้าง  พอทางป่าไม้เราไปแจ้งความว่า  นายระพีพัฒน์ฯ  ในฐานกรรมการห้างหุ้นส่วนจำกัด  รับว่าเป็นเจ้าของไม้  เนื่องจากนางสาวฐิติมาฯ  พนักงานแจ้งให้ทราบ  พนักงานสอบสวนจึงได้ขออำนาจศาลออกหมายจับนายระพีพัฒน์ฯ  และพนักงานสอบสวนเห็นว่า  เราเอาใจใส่ในคดีมาก  จึงได้แจ้งให้เราทราบว่า  พนักงานสอบสวนจะออกไปสอบปากคำเจ้าของที่ดินด้วยตนเอง  ทั้ง  ๕  จังหวัด  ๑๔  ราย  เพราะหากมีหมายเรียกไปเกรงจะล่าช้า  ผู้เขียนจึงเสนอว่า  ทางเราได้ไปพื้นที่มาแล้ว  จะให้พนักงานขับรถเป็นไกด์นำทางจะสะดวกและรวดเร็วกว่าไปเอง  พนักงานสอบสวนตอบตกลง  พนักงานขับรถพาไปพื้นที่ประมาณ  ๖  วัน  ก็สอบสวนราษฎรเสร็จ  สำหรับนายระพีพัฒน์ฯ  เมื่อมอบตัวแล้วขอประกันตัวออกไปสู้คดี  ได้มอบหลักฐานเอกสารให้พนักงานสอบสวน  ๑๔  ราย  เช่นกัน  มีเอกสารที่ตรงกับที่ยื่นให้กับคณะเราได้รับเพียง  ๑๒  ราย  แต่พนักงานสอบสวนได้สอบตามที่ได้ยื่นให้กับเรา  เนื่องจากเราไปสอบมาก่อนและพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือไปยังสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด  ขอผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ไม้  ได้รับคำตอบว่าไม่มี  แต่จะขอไปที่กรมป่าไม้ให้  ต่อมาผู้เชี่ยวชาญจากกรมป่าไม้ได้มาทำการตรวจไม้  นายระพีพัฒน์ผู้ต้องหาไม่ได้มานำตรวจ  ทางผู้จับจึงให้คุณประเวศฯเป็นผู้นำไปตรวจเมื่อเดือนตุลาคม  ๒๕๔๙  โดยผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจจำนวน  ๒  ราย  พักหนึ่งคืนเดินทางกลับ  ได้ส่งผลการตรวจสอบให้พนักงานสอบสวน  ซึ่งตามมารยาททางคณะเราจะไม่ถามว่ามีความเห็นว่าอย่างไร  แต่คิดว่า  คงจะไม่ใช้พิจารณาแบบที่เคยพบมาว่า  “ตอไม้ที่ปรากฏมีปริมาตรครองคลุมไม้ของกลาง  ฯลฯ”  เนื่องจากตอไม้ที่เราตรวจทั้งสิ้นมีเพียง  ๒๐  ตอ  ไม้ของกลางจำนวน  ๒๒๐  ท่อน/เหลี่ยม  ไม้ของกลางยาว  ๒.๑๐  เมตร  หากจะครอบคลุมจริง  ทุกต้นต้องสูงเกิน  ๒๐  เมตร  เป็นอย่างต่ำ  ซึ่งจะไปหาไม้พะยูงที่ไหนจะได้ขนาดและสูงเท่าเทียมกัน  ปัญหาข้อนี้ตัดไปได้  เมื่อพนักงานผู้จับกุมได้ทำหน้าที่สืบสวนแสวงหาหลักฐาน  ทั้งพยานเอกสาร  (รูปถ่าย)  บันทึกปากคำเจ้าของที่ดิน  รูปถ่ายภาพเชิงซ้อน  ตลอดจนผลการตรวจพิสูจน์  ในทางกายภาพส่งให้พนักงานสอบสวนหมดสิ้นแล้วต่อไปเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนบ้างว่าจะต้องทำอะไร...ขอให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษา

 

รูปภาพแสดงการเปรียบเทียบ

หน้าตัดของตอไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครองกับไม้ที่รา กองไว้หมอนไม้ออป. อ. พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

 

 

 


Last updated: 2014-03-29 10:03:50


@ พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (๖)
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ พะยูงฤาจะสูญสิ้นแผ่นดินไทย (๖)
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
1,523

Your IP-Address: 216.73.216.250/ Users: 
1,522