การหนีปัญหาเป็นสิ่งที่ดี แต่การเผชิญหน้ากับมันย่อมดีกว่า
 
     
 
เจอตอ
...อยู่หน่วยสังขะมาได้ประมาณเดือนเศษ ลงมืออาละวาดพวกมอดไม้กระเจิดกระเจิง เปรียบดังผึ้งแตกรังได้ผลเกินคาดน้อง ๆ กำลังร้อนวิชากันทั้งนั้น
 

                องค์สุริยะเทพทรงสั่งให้สารถีชักรถอาชามุ่งหน้าสู่ทิศประจิม  เพลาย่ำค่ำเริ่มเข้ามาเยือน  อากาศลดความดันลงต่ำแล้ว  พระพายได้โอกาสพุ่งตัวเข้ามาแทนที่  ยามนี้อากาศเริ่มเย็นลงตามลำดับ  มันเป็นไปตามธรรมชาติมาชั่วนาตาปี  ข้าพเจ้าวันนี้ว่างเดินเล่นอยู่หน้าหน่วย  สดชื่นไปกับธรรมชาติเดินไปคิดไป  เมื่อตอนบ่ายได้รับจดหมายลงทะเบียนจากบุรุษไปรษณีย์  ซึ่งนำมาให้โดยตรงกับข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นหนังสือราชการจากป่าไม้เขต  ความอยากรู้อยากเห็นอดใจไม่ได้รีบเปิดผนึกดูทันที  ปรากฏว่ามันเป็นคำสั่งย้ายข้าพเจ้าจากสำนักพัฒนาป่าไม้ที่อำเภอขุขันธ์ไปเป็นหัวหน้าสำนักพัฒนาป่าไม้ที่อำเภอสังขะ  จังหวัดสุรินทร์  ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นหรือประหลาดใจให้กับตัวข้าพเจ้าแต่อย่างใด  เพราะเป็นข้าราชการต้องทำตัวพร้อมที่จะย้ายตลอดเวลา  แต่การย้ายครั้งนี้ไม่ได้ย้ายเพราะกระทำผิด  ประพฤติมิชอบ  เพียงแต่ย้ายเพื่อความเหมาะสม  เพราะอยู่สำนักนี้มาสองปีเศษแล้ว  สมควรแก่เวลาเพราะงานที่เน้นไปทางปราบปราม  ไม่ควรจะอยู่นาน  นอกจากจะสร้างความคุ้นเคยกับบุคคลในพื้นที่แล้วยังเป็นเหตุให้ทำงานยากลำบาก  ความคุ้นเคยฆ่าคนมามากแล้วในลักษณะงานเช่นนี้...........

                .......แม้นจะอยู่อาละวาดจนพ่อค้าไม้แถวบ้านตะแบง  โอปังโกว์  จำปานวง  หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลาอย่างหนักก็ตาม  หาได้ทำให้ข้าพเจ้ามีศัตรูก็หาไม่  เพราะข้าพเจ้าถือคำสอนที่ว่า  ....

...........ปัญญาเปรียบประดุจดังอาวุธ

สุจริตไซร์  คือเกระกำบังศาสตร์พ้อง.........

                ถ้าท่านทั้งหลายจะนำไปใช้บ้างจะเป็นมงคลกับชีวิตมากทีเดียว  หลังจากที่ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่า  ข้าพเจ้าจะย้ายแล้ว  น้องที่อยู่หน่วยไม่ว่าจะเป็นอิทธิฤทธิ์  แตรชัย  เจ้าตุ้ย  เจ้าสุมน  และน้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ยนาม  ได้จัดให้มีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาตะกร้อ  ให้ชื่อเกมส์ว่า  “ศึกชิงความเป็นเจ้าแห่งขุนเขาพนมดงรัก”  ปรากฏว่าทีมเจ้าภาพชนะ  เนื่องจากใช้กลโกงจากสำนักของเพื่อนยิ่งชัย  และเพื่อนสาคร  โครตมงคล  ทั้ง ๆ ที่เพื่อนสาครเป็นอดีตนักตระกร้อทีมมหาลัยมาก่อน  แต่แก่แล้วย่อมร่วงโรยไปตามสังขาร  สำหรับเพื่อยิ่งนั้น  ผู้ได้ฉายาว่าขุนเข่าไร้น้ำใจได้แสดงฝีไม้ลายมือไม่เบา  เสร็จจากงานแข่งขันก็มาถึงงานบันเทิง  มีการจัดงานโดยหาวงดนตรีมาเสริมเพื่อความสนุกสนาน  ในช่วงของกลางงานต่างคนต่างนั่งนิ่งเงียบกริบ  พิธีกรบนเวทีได้เชิญข้าพเจ้าไปบนเวที  ตอนแรกข้าพเจ้าก็งง  เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะขึ้นไปกล่าวอำลาเพื่อนและน้อง ๆ ข้าพเจ้ารู้ดีเพราะเคยเป็นพิธีกรมาก่อนอย่างโชกโชน  เมื่อข้าพเจ้าเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างเชื่องช้าแบบไม่มั่นใจนัก  เพราะคิดว่าพิธีกรอาจจะเมาประกาศผิดประกาศถูก  แต่เมื่อข้าพเจ้ายืนนิ่งกลางเวที  ทุกคนที่นั่งตามโต๊ะต่าง ๆ ทุกคนยืนขึ้นพร้อมกัน  และ    นาทีนั่นเอง  ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลง  “ดอกไม้เพื่อคุณ”  กระหึ่มขึ้นทันที  หัวหน้าหน่วยของข้าพเจ้าพร้อมน้องได้ทยอยเดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมช่อกุหลาบช่อใหญ่  1  ช่อ  มอบให้ข้าพเจ้า  ในขณะนั้นหูของข้าพเจ้าอื้ออึงไปหมด  ไม่ได้ยินเสียงไชโยและเสียงอวยพรจากน้อง  ความมีน้ำใจจากน้อง ๆ และเพื่อนในครั้งนี้มันทำให้น้ำตาของลูกผู้ชายที่แม้จะเจ็บปวดอย่างไรก็ยากที่จะไหลออกมา  บัดนี้มันค่อย ๆ ไหลรินออกจากตาโดยไม่รู้ตัว  ไม่สามารถจะบรรยายให้ผู้อ่านได้รู้น้ำตาลูกผู้ชายมันยิ่งใหญ่นัก  หลังจากนั้นน้อง ๆ ทุกคนที่อยู่ตามโต๊ะต่างเดินเรียงลำดับมามอบดอกไม้ให้ข้าพเจ้าจนครบทุกคน  หลังจากนั้นพิธีกร  “ประกาศให้ข้าพเจ้าได้พูดแสดงความรู้สึกฐานะเจ้าภาพและผู้ถูกย้าย  ข้าพเจ้าได้กล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาใจความไม่ยาวนัก  ทั้ง ๆ ที่ปกติข้าพเจ้าเป็นนักพูดดาวเด่นคนหนึ่งเหมือนกัน  แต่วันนี้มาตกม้าตายจริง ๆ ความประทับใจครั้งนั้นข้าพเจ้าจักจดจำไว้จนวันตาย....ขอบคุณน้องรักที่ร่วมงานทุกคน....!

                .............รุ่งเช้าข้าพเจ้าก็ได้จัดเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า  ลาแล้วบ้านเก่าที่ให้ความอบอุ่นตลอดเวลา  ใจหายพอควร  เดินทางไปยังหน่วยป้องกันรักษาป่าที่  สร.1  ซึ่งทางเขตเลือกเป็นสำนักพัฒนาป่าไม้ท้องที่อำเภอสังขะ  จังหวัดสุรินทร์  เหมือนเคยสภาพของหน่วยเป็นหน่วยที่ทรุดโทรม  จำเป็นต้องปรับปรุง  ไม่รอช้าเมื่อแนะนำตัวให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และทำความรู้จักทุกคนที่จำร่วมงานแล้วจึงได้เริ่มปรับปรุงหน่วยกัน  โดยเริ่มจากห้องทาสีใหม่  ใต้ถุนหน่วยจัดเป็นสำนักงานตามอัตภาพ  พอดูได้ไม่ทำให้น่าเกลียดจนเกินไป  สำหรับสำนักนี้  มีหน่วยป้องกันรักษาป่าอยู่ในการควบคุมบังคับบัญชา  3  หน่วย  และหน่วยปรับปรุงต้นน้ำอีก  1  หน่วย  หน่วยป้องกันรักษาป่าที่  สร. 1  ได้เพื่อนยิ่งชัยเป็นหัวหน้าหน่วยจึงทำให้ไม่เหงาปากนัก  ในห้วงเดือนแรกที่ไปทำงานนั้นกรมป่าไม้ได้ส่งน้อง ๆ บรรจุใหม่ไปให้  4  คน  พอดีได้กำลังเพิ่ม  อยู่ไปสักระยะจึงเสนอให้เจ้าซิก  ซึ่งเป็นพี่ใหญ่จากจำนวนทั้งหมดให้ไปเป็นหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่  สร. 3 ที่จัดตั้งขึ้นใหม่  เป็นภาระพอสมควรในการเป็นพี่เลี้ยง  แต่ฝึกไม่นานก็บินได้สบาย  ต่อมาจึงส่งเจ้าจอย  ธีรยุทธ  วงศ์ไพเสริฐ  รุ่นน้องเจ้าซิกหนึ่งรุ่นไปเป็นผู้ช่วยทำให้กำลังหน่วย  สร. 3  แข็งขึ้นทันตาเห็น  ทั้งสองคนจบมาใหม่ ๆ ไฟแรง  งานที่รับผิดชอบจึงไปได้สวย  หมดห่วงไปได้  หลังจากได้เรียกประชุมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่  วางกติกาการอยู่กันเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักตามอัธยาศัย  ไม่มีการเลี้ยงต้อนรับแต่อย่างไรเพราะข้าพเจ้าห้ามไว้

                ..........คืนนี้ก็เหมือนคืนอื่น ๆ มองทะลุออกไปทางหน้าต่างจึงรู้ว่าเป็นคืนเดือนมืด  เพราะดวงดาวพราวพร่างไปทั่วนภากาศ  ข้าพเจ้านอนคิดย้อนหลังไปเมื่อตอนบรรจุใหม่ ๆ ห้องนี้เป็นห้องที่ได้เคยนอนมาแล้ว  แสดงว่ามันมีวัฏฏจักรจริงโลกอันบูดเบี้ยวของเรา.... ไม่นานก็พล่อยหลับไปเนื่องจากความเพลีย.....

                ...อยู่หน่วยสังขะมาได้ประมาณเดือนเศษ  ลงมืออาละวาดพวกมอดไม้กระเจิดกระเจิง  เปรียบดังผึ้งแตกรังได้ผลเกินคาดน้อง ๆ กำลังร้อนวิชากันทั้งนั้น  เบาใจหน่อย...วันนี้ไม่ได้ออกลาดตระเวนเหมือนทุกวันขณะกำลังนั่งร่างหนังสืออยู่นั้น  ได้มีอาคันตุกะที่ไม่เคยรู้จักขี่ไอ้เจ้าแมงกะไซค์ของญี่ปุ่น  มาจดที่หน้าหน่วย  แล้วด้วยความเร่งรีบได้เดินมาที่โต๊ะของข้าพเจ้าส่งซองจดหมายสีขาววางที่โต๊ะแล้วเจ้าตัวรีบเดินกลับกระโดดขึ้นยานพาหนะขับมันออกไปด้วยความเร่งรีบ  ข้าพเจ้าเรียกให้หยุดไม่ทัน  จึงไม่ได้ซักถามอะไรเลย  ...ทำเอางงไปหมดเจอเล่นสงครามจิตวิทยาเข้าให้แล้ว....  ความสงสัยอันเป็นวิสัยมนุษย์  จึงรีบแกะซองจดหมาย  นึกในใจ  ใครคิดติดสินบนอีกแล้วหรือนี่  พอเปิดซองพบว่าหาใช่สิ่งที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไม่  มันกลับเป็นกระดาษสมุดเก่ามีข้อความว่ามีไม้เถื่อนอยู่ในบ้านเลขที่......อย่างชัดเจน  ขอให้ไปจับกุม  ลายมือลงชื่อโยเย้  มันทำให้ข้าพเจ้าโล่งอกไปมากทีเดียว  ไม่รอช้ารีบให้พนักงานพิทักษ์ป่าไปตาม  พนักงานป่าไม้ที่ชื่อประเวศ  สุจินพรหม  ซึ่งย้ายมาอยู่หน่วยนี้ก่อนข้าพเจ้ามาสอบถาม

                “เวศ  คุณพอจะรู้ที่ตรงนี้ไหมละมีคนมาแจ้งให้ไปจับไม้”

                “รู้ครับ  หัวหน้าจะให้ผมไปเตรียมพลได้เลยใช่ไหม?”

                “ไประดมพลเร็วเดี๋ยวเจ้าของรู้  จะเอาของกลางหนีไปก่อน”

                ..........ไม่ถึง  15  นาที  ทุกคนพร้อมที่มีพนักงานพิทักษ์ป่า  8  นาย  เจ้าหน้าที่ป่าไม้  3  นาย  รวมข้าพเจ้าเป็น  4  เท่านี้ก็น่าจะพอ....  ไม่ทัน  20  นาที  พวกเรามาถึงที่หมาย  มันเป็นบ้านติดถนนใต้ถุนมุงด้วยสังกะสีเก่า ๆ ตัวบ้านล้อมรอบด้วยรั้วไม้แก่นล่อนตีขวางด้วยไม้ไผ่  เหมือนบ้านในชนบททั่ว ๆ ไป  ข้าพเจ้ายืนเกาะรั้วมองทะลุเข้าไปในบริเวณบ้าน  ซึ่งมีบริเวณประมาณ  50  ตารางวา  พบเห็นไม้  2  ท่อน  ยาวประมาณท่อนละ  3  เมตร  ถูกตัดมาใหม่สด  ตรงตามจดหมายน้อยร้องเรียนจริง  แต่มองดูจากบ้านและฐานะของคนในครอบครัวแล้วน่าจะพอมีกิน  ค่อนข้างไปในทางยากจน  ในใจนึกว่าไม่น่าจับแต่เกรงว่าผู้ร้องจะคอยดูอยู่  แล้วร้องเรียนว่าพวกเราละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  157  จึงตัดสินใจควักหมายค้นที่ขอมาจากสารวัตรใหญ่มากรอกบ้านเลขที่  ในสมัยนั้นการขอหมายค้นจะขอกับตำรวจ  แต่ปัจจุบันต้องขอที่ศาล  ประตูรั้วไม่ได้ใส่กุญแจแสดงว่าเจ้าของบ้านคงอยู่ในรัศมีไม่ห่างจากบ้านมากนัก  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงให้เอารถไปรับผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยานในการเข้าไปค้น  เมื่อผู้ใหญ่บ้านมาถึงแจ้งให้ทราบ  ข้าพเจ้าพร้อมเจ้าเวศ  เจ้าน้อยพนักงานพิทักษ์ป่าเดินเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน.....

                “เวศ  คุณมุดใต้ถุนบ้านไปดูซิเป็นไม้อะไร  ขณะที่ประเวศกำลังจะมุดไปนั้น  มีชายวัยกลางคนหน้าตาผิวหน้าหยาบกร้านเป็นชาวชนบท  กำลังแบหน่อไม้ป่ามาถุงหนึ่ง  พอมาถึงผู้ใหญ่บ้านรีบเข้าไปอธิบาย  ข้าพเจ้าเอาหมายค้นไปให้ดู  เจ้าของบ้านไม่พูดอะไรพาไปดูไม้แต่โดยดี  ประเวศซึ่งเขาไปดูไม้ออกรายงาน........

                “หัวหน้าครับ  ผมสงสัยว่าจะเป็นไม้งิ้วป่า”  พอได้รับรายงานทำให้ข้าพเจ้านิ่งอึ้งไปทีเดียว  รีบให้ลูกน้องไปที่รถเอาหนังสือกฎหมายป่าไม้มารีบทำการเปิดดูพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม  หาอย่างไรก็ไม่พบไม้งิ้วป่า  ตายละซิ  ไอ้ที่เห็นอยู่มันเป็นไม้นอกประเภทหวงห้าม  จะจับอย่างไร  คำถามมันวนเวียนอยู่ในสมองทำให้ต้องคิดหาทางหนีทีไล่  เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้ได้

                หัวหน้าครับผมว่าเราจับไม่ได้แล้วละ”  ข้าพเจ้านิ่งอึ้งไปพักใหญ่  ทันใดนั้นความคิดมันผุดขึ้นมาในหัวทันที

                “เวศ  ถ้าจะจับก็จับได้  ต้องทำไม้ให้มันเป็นไม้หวงห้ามให้ได้”  ประเวศและทุกคนทำสีหน้างุนงง  สงสัยหัวหน้าจะเลอะเลือนเสียแล้ว  ทุกคนได้แต่มองตากัน  คนโน้นทีคนนี้ที  คิ้วขมวดเข้าหากันทุกคนละ  เกิดปริศนาเข้ามาแล้ว

                ..........ข้าพเจ้าเคยอ่านนิยายสืบสวนมาบ้างเขาสอนว่า    สถานที่เกิดเหตุจะเป็นสถานที่แสวงหาหลักฐานได้ดีที่สุด  ทุก ๆ คดีจะต้องมีการทิ้งร่องรอยไว้  คิดได้ดังนั้นจึงเรียก....

                “เวศ  คุณตรวจดูซิว่าไม้ถูกตัดด้วยเลื่อยมือหรือเลื่อยยนต์”

                ประเวศไม่รอช้า  ตรวจสอบบริเวณบ้านอย่างละเอียดแล้วรายงาน......

                “หัวหน้าครับ  ไม้มี  2  ท่อน  ยาวประมาณท่อนละ  3  เมตร  โตวัดรอบได้  120  เซนติเมตร  ถูกตัดด้วยเลื่อยมือ  พบรถเข็นหนึ่งคัน  บนรถมีเศษขี้เลื่อย  ล้อติดเศษดินมาใหม่”   ....เอาละได้ข้อมูลพอแล้วสั่งการทันที.......

                “พวกเราทุกคนกระจายดูรอบ ๆ บ้านซิ  มีรอยล้อรถเข็นที่ไหนบ้าง”

                สักครู่เดียวได้ยินเสียงเจ้าแมวพนักงานขับรถตะโกนมาทางด้านทิศตะวันตกของบ้าน........

                 “หัวหน้าเจอแล้วรอยรถเข็นมันมาทางนี้”  ไม่ทันสิ้นเสียงพวกเราทุกคนกรูกันไปตามเสียงนั้นทันที  พอไปถึงพบรอยรถเข็น  2  ล้อ  มุ่งไปทางทิศเหนือ  จึงรีบเดินตามรอยไปอย่างรวดเร็วบริเวณที่เดินเป็นป่าโปร่ง  เพราะเป็นสวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ปลูกไว้โตมากแล้ว  พอพ้นแนวสวนป่า  ทีนี้ละมืดแปดด้านเพราะต่อไปเป็นป่าทึบ  พื้นมีแต่ไม้แห้งหารอยของรถเข็นไม่เจอ  ข้าพเจ้าสั่งให้หยุดแล้วมานั่งพักประชุมวางแผนกันหลังจากที่เราเดินได้ประมาณครึ่งกิโลเมตร......

                “เอ้า!  พวกเรานั่งพักเหนื่อยก่อน  มีความเห็นอย่างไรเสนอมา”

                ไอ้เจ้าแมว  คนขับรถ  เสนอควรกระจายเดินค้นหาตอเพราะคนเรามาก  อาจจะหาไม่ยาก  ข้าพเจ้ารับฟังเหตุผลแต่ควรจะเป็นระบบจึงได้สั่งการทันที......

                “ทุกคนยืนหน้ากระดานเรียงหนึ่ง  หันหน้าไปทางทิศเหนือขยายข้างละ  10  ก้าว  พวกเรามี  12  คน  คงจะพอ  เวลาเดินให้มองรอบตัวหาตอไม้งิ้วป่าให้เจอ  หน้าเดิน”

                ทุกคนรีบปฏิบัติการเดิน  ในป่าเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างแดดรำไร ๆ ลมโชยมาครั้งใดทำจิตใจสดชื่น  และคลายความเหนื่อยไปได้  มีป่าก็ดีมันก็ดีอย่างนี้แหละ  ขณะที่พวกเราเดินมาได้ประมาณ  300  เมตร  ก็มีเสียงตะโกนของเจ้าเวศ...........

                “เจอแล้วหัวหน้า  ตอมันอยู่ที่นี่เอง”  ทุกคนรีบมุ่งหน้าไปตามเสียงทันที  เสียงเท้าคนที่เหยียบไปบนใบไม้ขณะที่ป่าเงียบสงัดและวังเวงดังไม่น้อยทีเดียว  พอไปถึงมันเป็นตอไม้งิ้วป่าจริง ๆ ถูกตัดไปใหม่ ๆ สดเลยทีเดียว  ข้าพเจ้าสั่งให้พวกเรานั่งพักเอาแรงเพราะงานใหญ่รออยู่ข้างหน้า  เมื่อเห็นทุกคนหายเหนื่อยแล้ว  สั่งการทันที.............

                “เวศ  คุณนำพวกเราที่นี้ไป  6  คน  สมทบกับพวกที่เฝ้าไม้  2  คน  รวมเป็น  6  คน  น่าจะพอ  อันดับแรกคุณไปรับพนักงานสอบสวนที่  สภ.อ.มาด้วย  หลังจากรับมาแล้วให้เอารถเข็นติดมาด้วยอาจต้องใช้ถ้ารถยนต์เข้าไม่ถึง”

                  จุดเกิดเหตุ  บัดนี้พวกเราทุกคนมาพร้อมหน้ากันหมดแล้วมีมาเพิ่มคือ  พนักงานสอบสวน  ซึ่งหน้าตายังวัยใสอยู่  นัยว่าเพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยมาหมาด ๆ และเจ้าของไม้  สักขีพยานพร้อมแล้ว  ข้าพเจ้าจึงให้ดำเนินการทันที........

                “พวกเราเอาที่แข็งแรงหน่อยประมาณ  6  คน  ช่วยยกท่อนไม้มาต่อเรียงใกล้กับตอและเอายอดไม้ที่เหลือทิ้งไว้ต่อด้วยดูซิว่ามันเข้ากันได้หรือเปล่า”

                ทุกคนพอได้ยินคำสั่งรีบดำเนินการทันที  เมื่อไม้มาเรียงกันเรียบร้อยดีแล้วจึงหันไปทางพนักงานสอบสวน

                “รองสันติ  คุณว่าอย่างไร  พวกเราเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายเจ้าของไม้ยืนชี้ด้วยนะ”

                เสร็จสิ้นขบวนการต่อไม้ในแนวนอนเรียบร้อยแล้ว  ต่อไปจะเป็นจุดสำคัญของปฏิบัติการดังนี้แล้ว  ดูทุกคนใจจดใจจ่อว่าผลมันจะลงเอยประการใด.............

                “น้อย  เลือกพวกเราอีก  4  คน  ที่แข็งแรงยกเว้นเจ้าตั๊บ  ช่วยกันยกท่อนโค่นตั้งบนตอไม้ซิ”

                ดีที่ว่าไม้ไม่ใหญ่นักมิฉะนั้นด้วยแรงคนคงทำไม่ได้  พอได้รับคำสั่งพิทักษ์ป่าทั้ง  6  คน  ยกไม้ท่อนทั้งโค่นขึ้นตั้งบนตอไม้  ปรากฏการแห่งความมหัศจรรย์พลันเกิดขึ้นให้เป็น  ไม้ท่อนกับตอต่อกันได้สนิท  โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น  เมื่อข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจโล่งอก  จึงได้ให้พนักงานสอบสวนและเจ้าของไม้ถ่ายรูปร่วมกันประกอบหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป.....  เมื่อขบวนการต่อท่อนเสร็จสิ้นแล้วพวกเราทั้งหมดได้เดินทางกลับมาที่บ้านอันเป็นที่เกิดเหตุ  สั่งการให้ประเวศทำบันทึกการจับกุมเสร็จแล้วนำผู้ต้องหาไปแจ้งความต่อ สภ.อ.  ฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต  จากไม้นอกประเภทกลับเป็นไม้หวงห้ามเพราะข้าพเจ้าฉุกคิดได้ว่า  หลังบ้านเป็นพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมด  ฉะนั้นไม้ทุกชนิดที่ขึ้นอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติย่อมต้องเป็นไม้หวงห้ามทั้งหมด  หัวใจมันอยู่ตรงนี้เอง  ผลพนักงานสอบสวนและอัยการสั่งฟ้องศาลลงโทษตามโทษานุโทษ  มานึกก็ให้สงสารผู้ต้องหาแต่เมื่อมีการร้องเรียน  ไม่ดำเนินการก็ไม่ได้ เข็ดแล้ว  “เอ็นดูเขา  เอ็นเราขาด”

                เช้าวันนี้  ตื่นขึ้นมารู้สึกปลอดโปร่ง  เดินมองดูต้นประดู่ใหญ่ในหน่วยได้แต่สังเวชใจว่า  ถ้ามันไปขึ้นในป่า  ปัจจุบันคงเหลือแต่ตอแล้วแน่นอน  เพราะมันเปลาตรงสวยเสียเหลือเกิน  ดอกประดู่เป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานของทหารแห่งท้องทะเล  กองทัพเรือแห่งราชนาวีไทย.............

 


Last updated: 2014-03-26 14:00:13


@ เจอตอ
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ เจอตอ
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
803

Your IP-Address: 18.204.2.146/ Users: 
801