��������������� ...........เช้าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องตื่นในตอนเช้า� ตั้งแต่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของลูกสีเขียว� มองไปข้างเตียงปรากฏว่าเพื่อน� เมธ� และเพื่อนแก่ยังไม่ตื่น..........� รีบลุกขึ้นคว้าขันน้ำพร้อมเครื่องทำความสะอาดฟัน� ค่อย ๆ เดินเปิดประตูออกจากห้อง� อาบน้ำขัดสีฉวีวันเสร็จ� แต่งตัวด้วยความเรียบร้อย� เพราะช่วงเช้ามีชั่วโมงที่จะต้องเข้าเรียน� ออกจากห้องหอบหนังสือได้เดินไปที่ยานพาหนะสองล้อ� สีแดง� ที่จอดไว้หน้าหอ� โยนหนังสือใส่ตะกร้าหน้ารถ� กระโดดขึ้นนั่งบนอานแล้วปั่นสองล้อไปที่บาร์� เข้าประจำร้านอาหาร� สั่งข้าวพะโล้ไข่� อาหารหลัก� ปรกติถ้าไม่มีไข่ราคาเพียงบาทเดียว� เมื่อมีอ็อปชั่นคือไข่ต้องเป็น� หนึ่งบาทห้าสิบ� เช้านี้ต้องใช้สมองจำเป็นเพิ่มพลังงานเสียหน่อย� วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์� คนดูจะน้อยไปหน่อย� จะว่าบางคนคิดจะกลับบ้าน� ก็ไม้น่าจะใช่� เพราะในอาณาจักรขจี� นิสิตส่วนมากจะเป็นเด็กต่างจังหวัด� อาจจะเช้าเกินไปก็เป็นได้� เสร็จกิจแล้วรีบปั่นยานคู่ชีพไปเข้าเรียนที่ตึกวิศวกรรมป่าไม้� เป็นการเรียนเขียนแบบเบื้องต้น� จนถึงเวลาพักเที่ยง� เก็บวัสดุการเรียนเสร็จวันนี้ไปหาอะไรอร่อยกินที่สมก.� ข้างตึกคหกรรมศาสตร์ให้สมอยากสักวัน� ตั้งแต่เข้ามาเป็นสมาชิกบ้านสีเขียว� รู้สึกว่ากินอะไรก็ไม่อร่อยเท่าที่ควร� จอดรถแล้วเดินเข้าไปยังร้านอาหาร� มองหาว่าจะพบใครบ้าง� พอดีไปเจอเอาเจ้าชิน� รูมเมต� เพื่อนกวักมือเรียก� จึงเดินตรงเข้าไปเพื่อนขยับที่ให้นั่ง� เนื่องจากเป็นม้ายาว� แล้วเพื่อนถามขึ้นว่า....!?
��������������� “รีบไปไล่ควายหรืออย่างไร� เห็นตื่นตั้งแต่เช้า� ไม่ได้เรียนคณะเกษตรซะหน่อย”
��������������� ข้าพเจ้าไม่อยากจะให้เพื่อนต้องต่อความยาวบอกไปตรง ๆ ว่า� “วันนี้มีเรียนชั่วโมงเช้าพอดี� แล้วนายละเมื่อคืนทำไมกลับดึก”
��������������� เพื่อนชินบอกว่ามีซ้อมเชียร์ที่คณะพอทุกคนในโต๊ะกินอาหารอิ่มกำลังจะดื่มน้ำ� ก็มีเสียงจากลำโพงที่ติดตั้งไว้ที่เรามักเรียกว่าเสียงตามสาย� ทุกคนในโต๊ะต่างเงียบสงบตั้งใจฟัง� ถึงแม้จะเริ่มคุ้นกับมันบ้างแล้วว่าหากมีเสียงลักษณะเช่นนี้เมื่อใด� จะต้องมีปรากฏการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ.....
��������������� แล้วเสียงที่ดังออกมามีใจความว่า� “องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้นิสิตปีหนึ่งทุกคนอยู่ในที่ตั้ง� ตั้งแต่� 18.00� น.� ของวันนี้จนถึง� 18.00� น. �ของวันพรุ่งนี้”
��������������� เพื่อนชินซึ่งมีบ้านอยู่ลาดกระบังคิดว่าจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่บ่นออกมาว่า� “จะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีกก็ไม่รู้� กำลังคิดว่าจะกลับเยี่ยมบ้านสักหน่อย� เลยชวดกันพอดี”
��������������� ข้าพเจ้าจึงกระเซ้าไปว่า� “แอบกลับก็ได้� ไม่เคยเห็นมีรุ่นพี่คนไหนเช็กชื่อสักที� แต่นายอย่าลืมนะว่า� นายมีสิทธิเท่ากับศูนย์”
��������������� เพื่อนหันมามองแล้วพูดว่า� “พวกนี้เขาไม่ต้องเช็กชื่อให้เสียเวลาหรอก� มีพรายกระซิบคอยดูให้อยู่แล้ว� ไอ้นารถ� นายก็รู้ดีมาทำเป็นเชียร์� คราวก่อนโดนยังไม่เข็ดอีกหรือไงเพื่อน?”
��������������� แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปเรียน� สำหรับข้าพเจ้าตอนบ่ายมีชั่วโมงว่าง� ไม่รู้จะไปไหนเข้าห้องสมุดดีกว่า� จำได้ว่าเมื่อสอบติดตอนที่มามอบตัว� พอเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยจะพบสระน้ำ� และถัดจากสระน้ำเป็นตึกที่ทำการด้านหลังเป็นห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย� ถัดออกไปอีกเป็นอาคารที่สร้างเป็นตึกสูงใหญ่� เคยสงสัยว่าเป็นอะไร� ที่จริงพอมาเป็นนิสิตจึงได้รู้ว่าเป็นหอสมุดที่กว้างใหญ่� ในชีวิตก็มาเห็นเครื่องถ่ายเอกสารครั้งแรกอีกเช่นกันในสถานที่แห่งนี้� หอสมุดของพวกเราตั้งเผชิญหน้ากับคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์� ด้านหน้าห้องสมุดจะมีอนุสาวรีย์ของท่านผู้มีคุณูปการต่อวงการเกษตรไทยอันจะหาที่เปรียบมิได้� เป็นรูปปั้นที่ยืนเป็นสง่าให้ทุกท่านที่ผ่านไปมาได้ทำความเคารพ� และก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่หากไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องราวความเป็นอาณาจักขจีจะไม่บริบูรณ์ถ้าหันหน้าเข้าหาห้องสมุด� ริมถนนด้านหน้าที่รถสัญจรไปมาจะมีต้นก้ามปูยักษ์แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นรัศมีกว้างมาก� ห่างจากโคนต้นจะมีม้านั่งยาวสีขาวอยู่� 2� ตัว� ตัวด้านขวาขาหลังเกมีอิฐรองรับไว้ถึงสองก้อน� ตำแหน่งนี้เป็นที่เล่าขานของนิสิตหญิงปีหนึ่งทุกคน� หากไม่จำเป็นจะพยายามขับขี่จักยานเลี่ยงไปเส้นทางอื่นเว้นแต่จำเป็น� มันเกิดอะไรขึ้น� เมื่อข้าพเจ้าเข้ามาเป็นนิสิตจึงได้คำตอบในเรื่องนี้� ฉายานามของ� “ม้าขาว”� แม้มันจะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของใครเช่นประวัติศาสตร์� เพราะดูมันไม่มีความสำคัญ� แต่เหรียญมักมีสองด้านเสมอ� ข้าพเจ้าในตอนแรกคิดแบบเด็กว่า� พวกผู้ชายที่ชอบไปนั่งถึงแม้จะไม่ได้พูดจาส่อเสียดหรือไม่สุภาพกับผู้สัญจรไปมาไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย� แต่ในส่วนดีก็มีอยู่� เพราะกฎข้อห้ามของเจ้าม้าขาวนั้น� ห้ามมิให้นิสิตปีหนึ่งไปนั่งเด็ดขาด� นอกนั้นนั่งได้� แต่โดยธรรมชาติและความเป็นจริง� ปีสองถึงปีสี่ต่างมีภาระหน้าที่ต้องเรียนแทบจะหาเวลาว่างไม่ได้อยู่แล้ว� บทสรุปจึงเป็นว่าคนที่นั่งร้อยละ� 90� เป็นปี� 5� หรือปี� 6� ที่เราเรียกว่าซูเปอร์ซีเนียร์� ฉะนั้นหากใครอยากจะไปพบคนที่เรียนไม่จบภายใน� 4� ปี� ให้ไปดูได้ที่ม้าขาว� และสถานที่แห่งนี้เสมือนเป็นศาลพระภูมิหรือสารวัตรนักเรียนที่คอยห้ามไม่ให้นิสิตหญิงนุ่งกระโปรงสั้นอีกด้วย� เพราะการนุ่งสั้นเวลาถีบจักยาน� หากถีบจักยานไม่ระมัดระวังจะโป้ได้� จึงจำเป็นต้องใช้เข่าเบียดกัน� ทำให้รถล้มเกิดอุบัติเหตุได้� นิสิตที่นุ่งสั้นมักจะไม่กล้าผ่านทางเส้นนี้� ถือว่าเป็นการช่วยอนุรักษ์ประเพณีไทยไปในตัว� ก่อนที่ความคิดจะไปไกลกว่านี้� รถจักยานพามาถึงห้องสมุด� ข้าพเจ้ารีบจูงเข้าหาที่จอด� แล้วเดินขึ้นตึกไป� มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกมีวัตถุประสงค์สำรวจว่าห้องสมุดแห่งนี้มีกี่ชั้น� มุมใดที่พอจะค้นคว้าและเป็นมุมสงบเพื่อการศึกษาในอนาคต� เมื่อใช้เวลาประมาณ� 1� ชั่วโมง� ก็แล้วเสร็จเดินลงมา �ช่วงนี้มีคนมาใช้บริการน้อย� เมื่อไม่มีอะไรทำต่อเขาจึงปั่นสองล้อคู่ชีพตระเวนทั่วมหาวิทยาลัย� แล้วมาจอดรถที่ร้านอาหารของมหาวิทยาลัยที่เราเรียกกันว่า� บาร์� ร้านอาหารที่นี้ทุกคนต้องช่วยตัวเอง� เพราะมีนิสิตมาก� ใครอยากดื่มน้ำอะไรก็เดินไปเปิดตู้หยิบ� มีทั้งผลไม้แช่เย็นก็อยู่ในตู้หากต้องการก็เปิดหยิบรับประทานได้� เสร็จแล้วก็ไปชำระเงิน� อาศัยความซื่อสัตย์ของตัวนิสิตเป็นตัวตั้ง� เจ้าของร้านไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้นัก� เพราะขายถูกแต่ได้จำนวนมากมีกำไรอยู่แล้ว� จนมีเรื่องเล่าขานกันว่า� มีนิสิตบางคนที่ยากจนมาอาศัยกินแล้วไม่จ่ายเงิน� จนจบออกไปรับราชการหรือทำงานมีเงินแล้วกลับมานำเงินที่ตนคิดว่าได้ค้างจ่ายโดยที่เจ้าของร้านไม่รู้มาคืนให้เพราะเกรงกลัวต่อบาปก็มี� ในสังคมแห่งนี้อยู่กันด้วยใจจริง ๆ� ข้าพเจ้าหาที่นั่งได้แล้วกำลังดื่มน้ำอัดลมอยู่� มีเพื่อนมาขอนั่งด้วย� 2-3� คน� แต่ละคนพอนั่งลงเสร็จต่างบ่นด้วยอาการที่ไม่สบอารมณ์กันว่า�
��������������� “องค์การนิสิตไม่รู้จะมีอะไรให้พวกเราได้ตื่นเต้นกันอีกก็ไม่รู้� คราวที่แล้วยังเข็ดไม่หาย”
��������������� เพื่อนต่างคณะอีกคนบอกว่าขณะนี้ยังไม่ถึงฤดูกาลรับน้องคงไม่มีอะไรกระมัง� เห็นว่าทีมรักบี้ของเราจะได้เข้าชิงชนะเลิศอาจจะเป็นซ้อมเชียร์ใหญ่ก็เป็นได้� ทุกคนพยักหน้าบอกว่ามีเหตุผล� แล้วต่างแยกย้ายกันจากร้านอาหาร� แต่ก่อนไปทุกคนไม่ลืมที่จะเดินไปชำระค่าอาหารที่หยิบมา� ข้าพเจ้าเห็นว่าควรกลับไปหอพักได้แล้ว� ปั่นยานคู่ชีพถึงหอ� 16� ซึ่งอยู่ติดถนนวิภาวดีรังสิต� จอดรถไว้ข้างแท็งน้ำหน้าห้อง� เปิดประตูเข้าไป� ในห้องไม่ปรากฏว่ามีใครอยู่� ข้าพเจ้าคิดว่าจะไม่ออกไปอีกแล้วจึงได้ซื้ออาหารเย็นมาเตรียมไว้� พออาบน้ำแต่งตัวเป็นชุดนอนเสร็จ� เพื่อนแก่� เพื่อนเมธ� กลับมาพอดี� เพื่อนแก่โวกเวกมาก่อนว่า�
��������������� “พรุ่งนี้เสร็จแน่ไอ้นารถ� รุ่นพี่เอาตาย”
��������������� เพื่อนเมธถามว่า� “ไอ้แก่มึงไปได้ข่าวอะไรดี ๆ มาบอกพรรคพวกมั่งซิ”
��������������� เพื่อแก่� ซึ่งอาวุโสที่สุดในห้องเนื่องจากมีเพื่อนมาก� เพราะจบ ม.ศ. 5� ก่อนข้าพเจ้า� 1� ปี� มีเพื่อนที่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้หลายคนย่อมเป็นแหล่งข่าวที่ดีของเพื่อน� แต่ได้รับคำตอบว่า� “พวกปีสองมันปิดข่าวกันดีจริง ๆ เจาะไม่ถึงเลยว่ะงานนี้� รอดูไม่ถึงตายหรอกแค่คางเหลือง� หัวเข่าถลอก”
��������������� เจ้าเมธโอดออกมาว่า� “ถ้ามันเป็นอย่างนั้นก็พอทน� ทั้งคู่ผลัดเครื่องแต่งตัวแล้วออกไปข้างนอกปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่คนเดียว� เมื่อภารกิจส่วนตัวเสร็จหมดแล้ว� รีบขึ้นนอนบนเตียงล่าง� ปิดไฟที่หัวนอน� หลับไปตอนไหนไม่รู้� มาได้ยินเสียงอึกทึกตอนดึก� มองไปที่นาฬิกาหัวเตียง� ซึ่งได้แสงไฟจากฝาเพดานชายคาด้านนอกห้อง� บอกเวลาว่า� 04.00� น.� พอดี...........แล้วเสียงที่แว่วมาเริ่มดังขึ้น............
��������������� ...........ตื่น!........ตื่น!...........ตะวันขึ้นกลางศรีษะแล้ว� จิ้งจก� ตุ๊กแก� มันวิ่งตามเพดาน� พวกเราเป็นคนมัวแต่นอนเอาเปรียบสัตว์� ข้าพเจ้าสำเหนียกได้ทันทีว่ามีรายการอีกแล้ว� พวกรุ่นพี่แต่งกายด้วยชุดประหลาดมากันพอประมาณ� แจ้งกับพวกเราให้ไปรวมกันที่สนาม� อินทรีย์จันทรสถิต� เป็นสนามรักบี้อยู่ติดกับสระขจี� และโรงพยาบาล� ให้ทุกคนแต่งกายเพียงสวมกางเกงขาสั้น� โดยตระโกนบอกว่า�� “รีบเปลี่ยนชุดนอนใส่กางเกงขาสั้น”
��������������� แล้วก็มีเสียงสำทับมาอีก� “ไม่ต้องสั้นนัก� เดียวขาอ่อนจะดำ”
��������������� บางคนก็ร้องว่า� “ประเภทกางเกงในพับขาอย่าให้มีเด็ดขาด� ไม่ได้ให้ไปเล่นจ้ำบ๊ะ”
��������������� พอพวกเราทุกคนพร้อมก็ให้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง� พากันเดินไปยังสนามเป้าหมายทันที......!
�

Last updated: 2014-02-28 23:02:12