หวังดีต่อตัวเอง หวังดีต่อผู้อื่น หวังดีต่อสังคม (3 ดี)
 
     
 
สำนักตักศิลาป่าไม้ ตอน สินบนเสือเหลือง
กราบพระเรียบร้อยแล้วก็เอนตัวนอนแต่ใจมันหาหลับไม่มันคอยครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็น
 

…………เพลานี้  ใกล้ที่ดวงสุริยาเริ่มคล้อย  ลอยละล่องต่ำไปทางทิศตะวันตกองค์สุริยราชคงเหนื่อยล้าเต็มทนอยากพักเหมือนกับเราทุกคนแสงทองที่สอดส่องเริ่มอ่อนแรง  ทำมุมจนลอดใต้หน้าด้านล่างของหน่วยหรือสำนักพัฒนาป่าไม้ของเรา  ข้าพเจ้าซึ่งวันนี้ว่างนั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นบนเก้าอี้  คู่ชีพซึ่งเอนได้ทำให้พักผ่อนบ้างในช่วงบ่ายที่หลังรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว  มักจะหนังท้องตึง  แล้วหนังตาหย่อน  ได้งีบไปประมาณ  20  นาที  มันเพียงพอแล้วสำหรับตอนกลางวันถือเป็นการชาร์ทแบตเตอรี่เพิ่มก็แล้วกัน  วันนี้ไม่ได้ออกป่าเพราะสายข่าวไม่ได้แจ้ง  ปล่อยตัวออกไปหาข่าวตั้งแต่เมื่อวานป่านนี้เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้อดห่วงลูกน้องตัวเองไม่ได้  ตามองไปที่นาฬิกาข้างฝามันแจ้งว่าบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว  มิน่าเล่าแสงอาทิตย์ถึงได้ลอดมากระทบโต๊ะเราได้  ไม่ทันที่สายตาของข้าพเจ้าจะลดลงจากนาฬิกาข้างผนัง  พลันหูกลับได้ยินเสียงรถครางอยู่หน้าหน่วยไว้เท่าความคิดสายตาเริ่มมองลอดผ้าม่านออกไปยังข้างนอกหน่วย  พลันเห็นรถปิกอัพ  ยี้ห้อปานกลางวิ่งเข้ามาจอดตรงกลางหน่วย  เบรกด้วยความแรงหาเกรงใจเจ้าของบ้านไม่แล้วชายร่างอ้วนใส่เสื้อปล่อยชาย  สวมกางเกงยีนส์  ใส่รองเท้าแตะ  เปิดประตูรถออกมารีบเดินจ้ำเข้ามาทางประตูหลังมายืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า.....เอาละซิจะมาไม้ไหนข้าพเจ้านั้นพร้อมตลอดเวลาแล้วสำหรับเหตุด่วนเหตุร้ายเพราะมาทำงานอย่างนี้ต้องตื่นตัวตลอดเวลา.........

                “มีอะไรหรือ  จะให้ผมช่วยเหลืออะไร”  ข้าพเจ้ายิงคำถามทันที

ชายนิรนามผู้นั้นมิได้ตอบแต่ล้วงมือเขาไปในกระเป๋ากางเกง......เอาละซิจะมาอีท่าไหนข้าพเจ้าเตรียมพร้อมเต็มที่ถ้าไม่ได้ทีเห็นหยิบกระบองใต้โต๊ะซึ่งเตรียมไว้พร้อมแล้ว  ได้แลกกันแน่ระหว่างลูกปืนกับไม้หน้าสาม  ลองดูสักตั้งมาอยู่หน่วยไม่ถึงอาทิตย์โดนลองของก็ให้มันรู้ไป  แต่มันกลับหาเป็นอย่างที่ข้าพเจ้าคิดไม่เพราะสิ่งที่ติดมือหมอนั้นมามันเป็นซองขาวซึ่งยับยู่ยี่พอสมควร  หมอรีบยื่นให้ข้าพเจ้าทันที และเจ้าตัวก็เตรียมจะผละออกไปขึ้นรถ  ข้าพเจ้าหลังจากหายตะลึงก็เปล่งเสียงออกไป.......

                “เดียวอย่างเพิ่งไป  นั่งก่อนซิ”

ชายนิรนามผู้นั้นค่อยๆหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ต่อหน้าข้าพเจ้า  ข้าพเจ้ารีบเปิดซองทันทีว่ามีใครส่งข่าวมาให้ทราบแต่มันหาเป็นอย่างที่คิดมันเป็นธนบัตรใบแดงเก่าๆ  3  ใบ  ซึ่งยับตามซองที่

ห่อหุ่มมันมา  หน้าของข้าพเจ้าที่  ที่ร้อนแล้วก็เย็นเมื่อสักครู่นี้มันร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจึงรีบกระทู้

ถามโดยไม่รอช้า..........

                “นี่มันเงินอะไร  ใครให้เอามาให้ผม”

ชายผู้นั้นไม่ตอบ  ข้าพเจ้าจึงเอาเงินใส่ซองแล้วคืนไปทันที

                “เอาของคุณไปไม่ใช่เงินผม  รับไว้ไม่ได้  ชายผู้นั้นรีบคว้าซองเงินลุกออกจากที่นั่งวิ่งไปขึ้นรถแล้วซิ่งออกจากหน่วยไปด้วยอาการร้อนรน...ข้าพเจ้าออกมาเรียกหาอิทธิฤทธิ์  ให้มาพบที่ใต้หน่วย    จุดที่เกิดเหตุข้าพเจ้าไม่รอช้าความอยากรู้จึงได้สอบถามไปว่า.......

                “อิทธิฤทธิ์    รู้ไหมเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกับผม”

                “ไม่ทราบครับผมมัวไปซื้อของที่สามแยกละลมอยู่พอดีกลับมาพี่ทศถามหา  มีอะไรหรือพี่”

ข้าพเจ้าพยายามเพ่งดูหน้าไอ้น้องไม่รู้เรื่องจริงจึงได้เล่าเรื่องราวต่างๆ  ให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบไอ้หนุ่มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งถึงมีเสียงเล็ดลอดออกมาจากปากว่า........

                “ผมสงสัยว่าต้องเป็นพวกรถหางยาวแน่นอนพี่  ตามที่พี่ให้นโยบายไม่ให้พวกเรารับเงินรถไม้เรือนเก่าพวกเราไม่มีใครกล้ารับไอ้เจ้าของไม้มันเลยเอามาให้ด้วยตัวมันเอง  ผมว่าไม่ผิดแน่”

ไอ้หนุ่มยืนยันมันทำให้ข้าพเจ้าฟังแล้วน่าจะเป็นไปทำนองนั้นเสียดายไอ้เจ้าคนเอาเงินมาให้มันกลัวอะไรไม่รู้รีบหนีไปก่อนไม่อย่างนั้นคงได้รู้เรื่อง  ละเอียดกว่านี้และรู้ตัวคนให้ด้วย......

                “เอาละผมพอเข้าใจแล้วไปขอบใจพวกเราทุกคนแทนผมด้วยนะที่ให้ความร่วมมือ”

...................เย็นนี้เมื่อจัดการกับอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยก็รีบเข้านอน  เนื่องจากไม่มีทีวีดูเพราะยังหาช่างมาตั้งเสารับไม่ได้  เมื่อกราบพระเรียบร้อยแล้วก็เอนตัวนอนแต่ใจมันหาหลับไม่มันคอยครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็น   มันเป็นปัญหาที่ต้องทำให้เราขบคิดว่าจะหาทางป้องกันอย่างไรเพราะเงินมันล่อใจเหลือเกินมนุษย์สร้างเงินขึ้นมาจริงแต่หาควบคุมได้ไม่  ไม่เหมือนสร้างรถยนต์ยังควบคุมไว้อยู่  แต่นี้สิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมามันกลับหันหลังมาเล่นงานเราอย่างเจ็บแสบที่สุด  โลกของเรายุ่งอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมันทีเดียว  เงินเท่านั้นที่ครองโลกจริงๆ  ไม่มีใครปฏิเสธเงิน  เอาละซิจิตเริ่มฟุ้งซ่านอีกแล้ว  มองทะลุไปทางหน้าต่างคืนนี้เป็นคืนข้างขึ้น  จันทราเจ้าแห่งรัตติกาลเริ่มทอแสงของมันบ้างแล้วหลังจากที่ได้พักมาพอสมควร  ดวงดาวที่เคยพราวพร่างเต็มท้องฟ้าเริ่มหดหายไป  เนื่องถูกบดบังแสงของดวงจันทรา  เจ้าแห่งเวหาในยามค่ำคืน  ข้าพเจ้าหลับตาสติปล่อยจิตให้ไปอยู่ลมหายใจเขาออกได้ประมาณ  4-5  นาที  พอลืมตาขึ้นจิตเริ่มแจ่มใสใจเริ่มปรากฏเห็นแสงสว่างของปัญหาเห็นทีจะต้องใช้กลยุทธ์เดิมแล้วคือตั้งจุดตรวจจับกุมบ้างเพื่อให้พวกรถได้รู้ว่าหัวหน้าเอาจริงไอ้พวกที่แอบไปรับเงินเมื่อให้ความคุ้มครองเขาไม่ได้ต่อไปเขาก็หยุดให้เงินมันเอง  ทันทีที่คิดได้  จิตสงบดิ่งเข้าสู่ภวังค์ทันที......

                ...............ตื่นเช้าขึ้นมาสดชื่นผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  อาจจะเนื่องมาจากอากาศที่สดใส  สะอาดปราศจากมลพิษอีกทั้งปัญหาก็ขบคิดได้เรียบร้อยแล้วในใจเริ่มวางแผนทันที  แต่ยังไม่ได้ขยายให้ไอ้น้องอิทธิฤทธิ์ฟังเท่านั้น

                ..............สายแล้วจึงได้เดินดูรอบๆ  หน่วยเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมดีที่หน่วยเราล้อมด้วยลวดหนามแสดงขอบเขตชัดเจนด้านหลังมีสวนยูคาลิปตัสซึ่งปลูกมาได้  4-5  ปีแล้วกำลังสวยทีเดียวแม้จะดูแล้งซักหน่อยแต่ก็ดีกว่าไม่มีต้นไม้  ไม่ว่าจะเป็นไม้อะไรมีประโยชน์มากกว่าโทษ........เสร็จจากการเดินตรวจหน่วยเห็นว่าสายแล้วคาดว่าจะเป็นเวลาสี่โมงเช้าจึงเดินเข้าไปยังสำนักงานขยับเก้าอี้เตรียมนั่งก้นยังไม่แตะเก้าอี้ดีมีรถปิดอัพหลังคาติดไฟเบอร์  หนึ่งคันแล่นเข้ามาจอดบริเวณข้างหน่วยข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นมองเห็นประตูด้านซ้ายเปิดออกก่อนแล้วเห็นชายผ้าเหลืองหย่อนตามลงมา  ในขณะเดียวกันด้านขวาคนขับชายหนุ่มวัยกลางคนรีบเปิดประตูวิ่งอ้อมมาทางด้านซ้ายแล้วยืนคอยจนบุคคลในรถลงมาจัดสบงจีวรให้เรียบร้อยแล้วจึงนำเดินเข้ามายังสำนักงาน  ข้าพเจ้าจึงเห็นเต็มตาว่าเป็นพระภิกษุ  จึงได้เดินเข้าไปหาท่านประมาณอายุ  50  เศษ  จึงจัดการหาเก้าอี้มาวางที่หน้าโต๊ะทำงานสองตัวนิมนต์ให้ท่านนั่งและเชิญมัคนายกให้นั่งคู่กับท่านแล้วเดินไปที่ตู้เย็นรินน้ำใส่แก้วมา  2  แก้ว  ต้อนรับศิษย์ตถาคต  ผู้เผยแพร่ศาสนาประจำชาติ  เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วข้าพเจ้าเข้าไปนั่งประจำที่เดิม  พอท่านดื่มน้ำเสร็จ  ข้าพเจ้ายิงคำถามทันทีเนื่องจากสงสัยว่าท่านมาทำไม........

                “หลวงพ่อครับมีอะไรจะให้กระผมรับใช้หรือครับ”

หลวงพ่อในสายตาของข้าพเจ้าไม่พูดพล่ามทำเพลงท่านรีบล่วงไปที่ย่ามของท่านหยิบซองขึ้นมา  1  ซอง  มันเป็นซองสีขาวส่งให้ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจึงยกมือไหว้หยิบมาพลิกดูไม่มีพิมพ์หน้าซองอะไร  จึงสงสัยว่าคงไม่ใช่ซองกฐินแน่  คงจะเป็นซองผ้าป่า  แม้โชคดีทีเดียวเช้าวันนี้ตื่นมาก็ได้ทำบุญเลย  นับว่าเป็นนิมิตอันดี  ข้าพเจ้ารีบลวงไปที่กระเป๋าเสือหยิบกระเป๋าเงินออกมา  และหยิบธนบัตรใบ  500  บาท  รีบเปิดซองเพื่อจะใส่มันลงไปท่านอุตสาห์มาพบด้วยตนเองต้องช่วยมากหน่อย  แต่คุณพระช่วยทันทีที่ซองมันเปิดออกมา  สายตาก็ประสบพบเห็นกระดาษสีม่วงมันปรากฏอยู่ในซอง  “มันเป็นธนบัตรสีม่วงมูลค่า  500  บาท  เช่นเดียวกับข้าพเจ้ามันนอนสงบนิ่งอยู่ในซองแค่ผ่านสายตาก็รู้มันเป็นแบงก์ใหม่กว่าของข้าพเจ้า  “ข้าพเจ้านั่งนิ่งอึดใจหนึ่งแล้วค่อยปิดซองส่งคืนกลับไปยังพระภิกษุรูปนั้นพร้อมกับคำถามที่มันเล็ดลอดออกมาอย่างแหบแห้ง..............

                “พระคุณเจ้าหมายความว่าอย่างไร”

                “อาตมาอยากช่วยค่าใช้จ่ายโยม”

                “ไม่มีอะไรลำบากที่จะต้องรบกวนท่านเลย  ผมมีเงินเดือนแล้ว”

                “ไม่มีอะไรหรอกโยมอาตมาขออนุญาตตัดไม้ประดู่ในป่าเพื่อไปทำประตูโบสถ์”

ท่านได้แจ้งวัตถุประสงค์  จึงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจทะลุปรุโปร่ง  จึงได้ตอบปฏิเสธท่านไปอย่างนิ่มนวลว่า.....

                “ท่านครับผมไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตตัดไม้แต่อย่างใดท่านต้องไปติดต่อที่อำเภอแล้วล่ะ”

                “อาตมาไปแล้ว  ทางอำเภอบอกว่ามีแต่โยมเท่านั้นที่อนุญาตได้ทุกคนเขาไม่ติดใจ”

                ข้าพเจ้าพยายามที่จะอธิบายทั้งข้อเท็จจริงและขอกฎหมายให้ท่านฟังเป็นเวลานาน  ท่านจึงยอมกลับด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก  ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจดี  พระในปัจจุบันนั้นแข่งขันกันสร้างวัตถุทั้งๆ  ที่ภารกิจที่ตถาคตมอบให้คือการเผยแพร่ศาสนา  เมื่อท่านกลับไปแล้วพอดีอิทธิฤทธิ์  ขับรถสวนเข้ามาพอดีจึงจอดรถคุยกับข้าพเจ้า........

                “เสือเหลืองมาขอไม้อีกแล้วหรือครับพี่ทศ”

ไอ้น้องกล่าวว่าจาจ้วงจาบพระเช่นนั้นข้าพเจ้าต้องปรามไปบ้าง.....

                “ใช่  แต่อิทธิฤทธิ์ไม่น่าเรียกท่านอย่างนั้นเลย”

ไอ้หนุ่มซึ่งคงเจอสภาพเช่นนี้มาเยอะอารมณ์เริ่มฉุนเฉียว.........

                “ประจำเลยพี่  พระไม่อยู่ตามพระ ไม่รู้จะสร้างอะไรนักหนาผมไม่นับถือหรอก”

ข้าพเจ้าเข้าใจความคิดและอารมณ์ไอ้น้องดีจึงอภัยให้  จึงให้ข้อคิดไปว่า

                “ท่านเป็นพระเข้าไม่ถึงธรรมที่แท้จริงของตถาคตอภัยให้ท่านเถอะ ท่านเข้าใจว่าการก่อสร้างสิ่งใหญ่โตนั้น  คือ  บารมี  โดยลืมคำสอนของพระพุทธโอวาทที่ว่า  สุขอื่นใดจะเสมอความสงบไม่มีอีกแล้ว”

                เมื่อข้าพเจ้าเล่าทุกอย่างให้ไอ้น้องฟังจนจบ  ได้ยินเสียงพึมพำว่าเจอจนได้สินบนเสือเหลือง.......!?


Last updated: 2014-02-01 09:59:50


@ สำนักตักศิลาป่าไม้ ตอน สินบนเสือเหลือง
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ สำนักตักศิลาป่าไม้ ตอน สินบนเสือเหลือง
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
711

Your IP-Address: 3.234.252.109/ Users: 
710