��������������� “หยุดก่อนสหาย� พวกเราพนักงานป่าไม้� ขอตรวจของเจ้าหน่อยว่าบรรทุกอะไร”
เพื่อนเสรีรัฐของเราไม่รอช้าปล่อยบทบาท� ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ออกจะขี้เล่นสักหน่อยบางครั้งทำให้เสียงานเหมือนกันแต่ดัดยากมันเป็นนิสัยส่วนตัวห้ามเลียนแบบ� โชเฟอร์หยุดรถแล้วโดดลงมาผมเลยต้องเข้าไปจัดการเพราะกลัวจะเสียการถ้าปล่อยให้เพื่อนเล่นสนุก.....
��������������� “โชเฟอร์� วันนี้ขนอะไรจะไปไหน� ผมเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขอตรวจค้นจะได้หรือไม่”
��������������� “ได้ซิครับไม่มีอะไร� ผมกำลังขนไม้ไผ่ไปทำคอกไก่ที่บ้านโชคชัย”
��������������� โชเฟอร์บอกกล่าวกับเราด้วยเสียงราบเรียบไม่ปรากฏพิรุธใด ๆออกมาให้เราจับได้เลย� ขณะที่ผมกำลังคุยกับคนขับรถอยู่นั้น...พวกเราทุกคนกำลังปีนป่ายขึ้นไปบนรถใช้ไฟฉายส่องดูไม้พร้อมทั้งใช้เหล็กแหลมที่เตรียมมาสอดเสียบสำหรับตรวจสอบกันนัวเนียวไปหมด
��������������� “พี่ทศครับตรวจเรียบร้อยมีแต่ไม้ไผ่ทั้งคันจริงๆ� ด้วยพี่”
เสียงมนตรีตะโกนบอกมาจากท้ายรถ� ผมจึงได้ผละจากคนขับเดินดูรอบรถอีกครั้ง� เพราะส่วนใหญ่มักจะมีไม้เหลี่ยมสอดไส้มาแทบทั้งนั้น� พอตรวจละเอียดแล้วไม่ปรากฏว่ามีไม้แปรรูปไม่ชอบด้วยกฎหมายซุกซ่อน� จึงได้บอกกับคนขับรถว่าไปได้แล้วขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ...สำหรับเพื่อนเสรีรัฐฯนั้นหัวเสียมากนึกว่าวันนี้หมูวิ่งมาชนปังตอแน่ ๆ� แล้วกลับผิดหวัง...เมื่อรถเคลื่อนพ้นสายเราไปแล้วจึงนัดหมายพวกเรานั่งคุยกันอีกครั้ง...
��������������� “เสี่ยวทศ� กันว่าวันนี้ฤกษ์ยามไม่ดีแล้วเรากลับไปก่อนค่อยหาข่าวแล้วมาจับวันหลังดีกว่า”� เพื่อเสรีรัฐฯ� เสนอความเห็นในที่ประชุม� ผมเลยต้องหันไปถามมนตรีฯ และลูกน้องอีกสองคน..
��������������� มนตรี� ซึ่งวันนี้ตาใสมากไม่มีวี่แววจะง่วงนอนเลย� ผมเช่นเดียวกัน� แต่ดูไปทางเพื่อน� เสรีรัฐฯแล้วเห็นว่าอ้าปากห้าวหวอดๆ� แสดงว่าหมอง่วงเต็มทน� ที่ประชุมลงความเห็นส่วนใหญ่มีมติเห็นควรดักต่อจนเช้าเพราะตามข่าวระบุว่ามักจะออกราวตีสี่� ตีห้า� เพราะปลอดคนดี� กำลังหลับสบายสำหรับคนขี้เกียจ� ผมจึงตัดสินใจว่าเราจะดักต่อ� โดยให้พวกเรามาจอดรถรวมกันที่ซอยข้างโรงเรียนทั้ง� 2� คัน� เพื่อนเสรีรัฐฯ� ไม่รอช้ารีบขึ้นไปงีบเอาแรงบนรถรถปีศาจแดง� สักพักได้ยินเสียงกรนสนั่นหวั่นไหว� เรื่องอย่างนี้พวกเราไม่ถือกัน� เพราะมีคนได้พักผ่อนแสดงถึงมีการเตรียมผลัดเวรกันอัตโนมัติโดยไม่ต้องสั่ง� สำหรับเวลาอุกฤษณ์เท่านั้นเราจะพร้อมกันทันที่เพราะถูกฝึกให้ตื่นไวอยู่แล้ว� ส่วนผม� มนตรี� เจ้าแขกวันนี้ตาใสชะมัดไม่มีอาการง่วงแต่อย่างใด� มันประหลาดสิ้นดี� เมื่อพวกเราพากันแยกย้ายไปนั่งพัก บางคนก็นั่งบางคนก็นอน� เอนหลังบ้างตามความถนัด...เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงผมยกมือดูนาฬิกาที่ข้อมือซึ่งมีพรายน้ำ� สามารถอ่านเวลาได้ดูปรากฏว่ามันเป็นเวลาตีสี่แล้วใกล้สางเต็มทน� ใจก็คิดว่าคืนนี้ก็ล้มเหลวเช่นเคย...ไม่ทันที่ผมจะวางมือลง� หูหาเรื่องได้ยินเสียงครางของเครื่องยนต์มาแต่ไกลจึงสะกิดส่งสัญญาณให้มนตรีฯ �ช่วยฟังอีกคน..มนตรีเงี่ยหูฟังหันมากระซิบกับผมทันทีว่าเสียงครางของเครื่องยนต์แน่นอน� ผมเลยรีบปลุกพวกเราทุกคนเตรียมพร้อม� ชวนกันออกมายืนบนถนน� ณ� จุดเดิมเพื่อจะดูดวงไฟส่องตรงทางโค้งปรากฏว่าได้ยินเสียงครางของรถ� รู้ได้ทันทีว่าต้องบรรทุกของหนักเพราะมันครางผิดกับรถเบาทั่วไป� แต่ไม่ปรากฏว่ารถได้เปิดไฟหน้าใหญ่เพื่อส่องทางอย่างที่เราคิดพอพ้นโค้งออกมาปรากฏดวงไฟสองดวงอยู่ต่ำสูงกว่าระดับดินไม่มากนักพอรถเข้ามาใกล้เรารู้ว่ารถคันนี้
��������������� เปิดไฟหรี่� พวกเรายืนเรียงแถวหน้ากระดานเพื่อขวางให้รถหยุดพอรถวิ่งมาใกล้เราประมาณ� 100� เมตร� ได้คนขับรถเปิดไฟสูงแค่พริบตาเดียวหมอปิดไฟ� และแล้วเราก็ได้ยินเสียงครางของรถที่มันถูกเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าหาพวกเราโดยหาหยุดตามที่เราให้สัญญาณไม่� พวกเราเห็นจวนตัวพากันวิ่งออกไปข้างทางเพื่อเอาตัวรอดก่อน� ผมซึ่งมีสติมากกว่าเพื่อรีบสั่งการ....!
��������������� “พวกเราทุกคนตามรถไม้แน่นอน� มนตรี� เสรีรัฐ� มาที่รถโต้โยต้าได่นา� ที่เหลือไปคันปีศาจแดง”� ระยะทางจากจุดตรวจไปถึงถนนใหญ่ระยะเพียง� 100� เมตร� เท่านั้น� เจ้ารถบรรทุกสิบล้อขณะนี้มันหาได้วิ่งเหมือนเต่าคลานไม่� มันคงเหยียบคันเร่งเสียจนรถถึงได้วิ่งเร็วปานนั้น� พวกเราเมื่อขึ้นรถแล้วรีบตามทันที� เพราะถ้าขึ้นถนนใหญ่แล้ว� ห้าสิบห้าสิบที่จะเอาอยู่� สิบล้อพอมันพ้นถนนลูกรังมันก็เลี้ยวซ้ายมุ่งไปทางอำเภอประโคนชัยทันทีรถของทีมล่าสังหารของพวกเราก็วิ่งจี้ติด ๆ� มาแต่เข้าใกล้ไม่ได้เพราะฝุ่นคลุ้งเหลือเกิน� เราได้นัดแนะกันแล้วว่าเจ้าม้าสีหมอกจะวิ่งให้ทันและแซงไปข้างหน้าเพื่อกั้น� รถปีศาจแดงให้ประกบด้านหลัง� พอขึ้นถนนดำ� ผมสั่งการทันที� “แขกเหยียบให้มิดแซงขึ้นไปด้านหน้าให้ได้” ขณะที่รถกำลังตีคู่ขนานกันอยู่นั้น� เราได้ตระโกนให้รถสิบล้อหยุด� แต่ไอ้รถทรชนคันนั้นหาหยุดไม่แสดงอาการวิ่งไปข้างหน้าเต็มกำลังมาที่มันมีอยู่� เพื่อนเสรีรัฐฯ� แสดงอาการโกรธจัด� บอกกับผมว่า...
��������������� “เสี่ยวกันทนไม่ไหวแล้ว� กันจะยิงยางมันแล้วนะ”
พอพูดไม่ทันขาดคำเพื่อนเสรีรัฐฯ� ดึงเอาวัตถุมันมะเมือมเมื่อกระทบแสงจันทร์� ไม่ใช้อะไรเป็นปืน� 11� ม.ม� ยูเอสอาร์มีชุบสแตนเลสทั้งด้ามขึ้นมา� ขึ้นลำส่องไปยังล้อหลังรถ� แต่ยังไม่ได้ปล่อยลูกออกจากรังเพลิง� ผมตกใจรีบตระโกนห้าม. ...!!
��������������� “หยุดเสี่ยว!� อย่ายิงรถกำลังวิ่งกะยากพลาดไปถูกคนขับ� ติดคุกไม่รู้ตัว”
��������������� “เฮ้ยแขกเหยียบเต็มสตีมเลยแซงให้ได้� แซงแล้วปาดหน้านำขบวนเลยทิ้งระยะประมาณ� 10� เมตร� แล้วค่อยชะลอรถดูซิว่ามันจะหยุดไหม”
ผมจำเป็นต้องบัญชาการรบแล้วเหตุการณ์ฉุกเฉิน� เมื่อเจ้าแขกรับคำสั่งรถเราเป็นรถใหม่เอี่ยมถอดด้ามอยู่แล้วไม่ทันสอง� สามนาทีก็แซงขึ้นไปนำหน้ากลายเป็นรถนำขบวนทันที� ผมลองสั่งให้เจ้าแขกชะลอดูท่าที� เผื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะเกรงกลัวและหยุดรถให้เราตรวจค้น� ในตอนที่เรากำลังแซงอยู่นั้นผมได้สังเกตเห็นว่าเป็นรถ� หกล้อ กระบะทึบประมาณ� 1� เมตร� เป็นกระบะเหมือนคอกหมู่พ้นจากส่วนทึบไปเป็นต้นไส้ปอถูกสานกั้นกระบะคอกหมู� บนรถนั้นบรรจุไปด้วยหัวมันสำปะหลังเต็มไปหมด�
��������������� ผมคิดว่าต้องมีไม้ซุกซ่อนอยู่ใต้กระบะทึบแน่นอน� เพราะเสียงรถมันครางผิดปกติต้องมีไม้เถื่อนซุกซ่อนอยู่แน่� ขณะที่กำลังคิดคำนึงอยู่นั้นหูได้ยินเจ้าแขกร้องโว้ยวายขึ้น…
��������������� “หัวหน้าครับมันไม่ยอมจอด และกำลังเร่งเครื่องมันเอาเราแน่� กะชนให้เราตกถนนให้ได้”�
��������������� ผมได้ยินดังนั้น� อารามตกใจตะโกนบอกเจ้าแขกให้เหยียบคันเร่งหนีโดยเร็ว� ผมพยายามมองหารถทางหลวงปกติในตอนกลางคืนมักเห็นวิ่งตลอดเวลาแต่วันนี้เงียบสนิทจริง ๆ� คิดในใจว่านำขบวนสกัดหน้าประกบหลังไว้ถึงป้อมตำรวจอำเภอประโคนชัยเมื่อไรก็จะได้รีบขอกำลังเข้าจับกุม� วิ่งไปอย่างนี้ก่อน� พอถึงอำเภอประโคนชัยมีป้อมยามตำรวจ อยู่ข้างถนน� อารามดีใจรีบให้เจ้าแขกนำรถเข้าไปจอดเพื่อขอกำลังแต่เจ้ากรรมไม่มีเจ้าหน้าที่แม้แต่รายเดียวอยู่ประจำป้อม� กรรม….!?
��������������� “แขก� รีบตามรถของเราคันหน้าไปเร็ว� ตามให้ทันนะเราเสียเวลา� 10-20� นาทีแล้ว� เจ้าม้าสีหมอกของเราเร่งสปีดเต็มพิกัด� พอไปถึงทางเข้าไปประสาทเขาพนมรุ้ง� เจอรถของเราจอดอยู่เลยจำเป็นต้องหยุดรถ� สอบถาม…….!?
��������������� “เอ๊าทำไมไม่ตามต่อไปละ........!?
��������������� “หัวหน้าครับรถน้ำมันหมด”
ผมเอามือกำขมับพระเจ้าช่วยไม่น่าพลาดเลย� โชคร้ายจริง� เมื่อทราบอุปสรรคแล้วเราคิดว่าจะเอาไอ้เจ้าม้าสีหมอกตามต่อ� แต่มาฉุกคิดเลยถามเจ้าแขกว่ารถเราน้ำมันมีเท่าไหร่� ปรากฏว่าน้ำมันใกล้จะหมดเหมือนกันเราจึงจำเป็นต้องหยุดตาม� เซฟน้ำมันไว้วิ่งไปซื้อน้ำมันในปั๊มประโคนชัยซึ่งขณะนั้นยังไม่เปิด� รอสัก� 30� นาที� จึงได้น้ำมันมาเติมเจ้าปีศาจแดง� แล้วก็เดินทางกลับที่พักด้วยอาการสิ้นหวัง� วันนี้ซวยจริง ๆ ให้ดิ้นตาย� ก่อนออกมาลืมสนิทว่า� เจ้าปีศาจแดงมันเดินทางมาจากอุบลราชธานี� และไม่ได้เติมน้ำมันเพิ่มเติมอีก� ส่วนเจ้ามาสีหมอกของเราก็เชนเดียวกันไม่ได้ดูและแต่ละคันเมื่อวิ่งความเร็วสูงอย่างเจ้าปีศาจแดงซดน้ำมันประมาณ� 4-5� กิโลลิตร� ลืมสนิทจริง� มันเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุด
สำหรับผมจดจำไปชั่วชีวิตเลยที่เดียว…พอกลับที่พักต่างแยกย้ายกันไปนอน� อดนอนมาทั้งคืน� ผมกับมนตรีนอนห้องเดียวกัน� วันนี้เรานอนไม่หลับเลยนอนคุยกันจนสว่าง� ก็ยังไม่ง่วงอีกพอกินข้าวเช้าเสร็จหนังตาเริ่มตก� ปากหาวหวอดๆ� เลยรีบเข้านอนมาตื่นเอาตอนเกือบเที่ยงคอแห้งเป็นผง� อยากน้ำเหลือเกินเดินไปที่กระติกน้ำแข็งเมื่อคืนนี้กำลังจะตักดื่มเจ้าแขกไม่รู้มันโผล่มาจากที่ไหนมันรีบตะโกนห้าม…....!?
��������������� “หัวหน้าอย่าดื่มน้ำในกระติกผมหามาให้ใหม่แล้ว”
ผมเอ๊ะใจเลยคาดคั้นเจ้าแขกว่าทำไม� มันสารภาพว่าเมื่อคืนมันง่วงนอนมากกลัวจะทำงานไม่ได้เลยเอา
�
ยาม้าใส่กระติกน้ำ� คิดว่าหัวหน้าคงจะไม่กินน้ำตอนกลางคืน� ผมถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมทั้งคืนผมกับมนตรีจึงตาสว่างดีนักเสียรู้มันจนได้ไอ้เจ้าพนักงานขับรถคนนี้…….
��������������� …….เดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์� สภาพป่าโดยทั่วไปวัชพืชไม้พื้นล่างจะถูกไฟป่าเผาพลาญจนเตียนโล่งหมดป่า� ทีมงานของเราได้เดินทางเข้ามา� เป็นทีมเดิมที่อกหักจากการจับกุมไม้� เนื่องจากรถน้ำมันหมด� มันน่าเจ็บใจจริงๆ� ผมให้เอาเจ้าปีศาจแดงคันเดียวเข้าป่า� เพราะสายข่าวบอกว่ามีการลักลอบตัดไม้พะยูงตามออร์เดอร์จากกรุงเทพฯ� ในสมัยนั้นไม้พะยูงที่ขึ้นอยู่จะมีมากที่อำเภอสังขะ� ระหว่างบ้านคะนา-บ้านขยอง� ผมเคยเข้ามาครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วไม้พะยูงขึ้นอยู่มากจริงๆ� แต่ละต้นโตและเปลาตรงเหมาะแก่การแปรรูปเป็นไม้หน้าแปด� ป่าในสมัยนั้นจะมีสภาพป่าที่เรียกว่าป่าดิบแล้ง และไม้พะยูงที่นี้เป็นไม้คุณสมบัติและลายสวยที่สุดในโลก� ต่างประเทศต้องการมากให้ราคาดีจึงเป็นที่ต้องการของพ่อค้า� งวดที่แล้วเราใช้แผนดักไม่ได้ผล� เลยเปลี่ยนเป็นมาหาที่ต้นตอเลยถึงจะลำบากยากแค้นแสนเข็ญอย่างไรต้องสู้� ป่าในสมัยนั้นรกทึบมากเพราะไม้ขึ้นหนาแน่นไปหมดขนาดแสงอาทิตย์ยังส่องไม่ถึงพื้น� คณะของเราเดินตามทางเกวียนเก่า� ก็สูดกลิ่นหอมของดอกพะยอมซึ่งกำลังส่งกลิ่นอบอวลทั่วทั้งป่า� สดชื่นจริง…จั๊กจั่นร้องระงมทั่วทั้งป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล� สมัยนั้นถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านมีหน่วยงานที่เราเรียกติดปากว่า� ร.พ.ช.� ได้ตัดถนนโดยใช้รถเกรดทางเกวียนเก่า� บางสายก็ได้มีการลงลูกรังแล้วก็สะดวกทางสายที่ผมไปนี่เพิ่งเกรดเสร็จใหม่ฝุ่นคลุ้งทีเดียวน่าเห็นใจคนที่นั่งไปข้างท้ายรถ� แต่ต้องทนเพราะมันเป็นหน้าที่� เรามาจอดรถไว้ที่ใต้ต้นกระบากใหญ่แล้วต่างคนต่างหิ้วเสบียงเพื่อลงเดินสำรวจป่า� อุปกรณ์ในการเดินป่าต้องพร้อมและเราก็ไม่ลืมที่จะกินยาควินนินป้องกันเชื้อมาลาเรีย� มันเป็นความเชื่อในสมัยนั้น� ทั้งๆ� ที่มันป้องกันไม่ได้เลย� เมื่อลงจากรถผมเรียกพวกเรามานั่งล้อมวง� แล้วดึงแผนที่มาตราส่วน� 1� ต่อ� 50,000� มากางแล้วอธิบาย…..
��������������� “ผมมีความเห็นเราจะต้องค้นหาสถานที่พวกลักตัดและแปรรูปไม้ให้เจอ� แม้จะไม่ได้ตัวก็ตามเพราะป่ามันทึบมาก� ถ้าเราได้ไม้เป็นการตัดกำลังทางอ้อมทำให้คนลงทุนต้องแทบหมดตัว� แต่ผมขอบอกพวกเราก่อนนะว่าแผนการนี้เราต้องเหนื่อยหน่อย� แต่มันไม่มีทางเลือก� ดักก็แล้วไม่ได้ซักที� ใครมีข้อเสนอประชุมว่ามาเลย”� ผมได้อธิบายแผนการทำงานให้พวกเราฟังโดยย่อ……..
��������������� “เสี่ยว!� มั่นใจแค่ไหนว่าจะหามันเจอ� เพราะป่ามันกว้างเหลือเกิน� ?”
เพื่อนเสรีรัฐฯ� อดที่จะถามไม่ได้� เพราะเพื่อนออกจะชอบสบายซักหน่อย� เราไม่ว่ากัน
��������������� “แล้วพี่ทศ� คิดว่าจุดใหม่ที่เราควรไปมากที่สุด
มนตรีกระทู้ถามมาบ้าง…..
��������������� “ผมเคยเดินสำรวจป่านี้มาแล้วไปจนถึงหลักเขตประเทศที่� 8 และที่ 9� ระหว่างทางบ้านคะนา-บ้านขยองมันมีป่าอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม้พะยูงขึ้นหนาแน่นมาก� แต่ละต้นห่างกันไม่ถึง� 2� เมตร� ตอนนั้นครูโรงเรียนบ้านขยองนำทางมา� ระยะทางเดินด้วยเท้าโรงเรียนบ้านขยองไปอำเภอสังขะกินเวลาวันเต็ม ๆ� ครูแกเลยสองเดือนออกมารับเงินเดือนครั้ง� เขาทำงานหนักกว่าเราเยอะเลย� ผมคิดว่าพอจะจำทางได้� เอาเป็นว่าเดินทางแถวหน้ากระดานเรียงตามลำดับอาวุโสแล้วกันผมนำทางเอง”
เมื่อตกลงกติกากันเรียบร้อยแล้วต่างคนต่างลุกยืนสำรวจอุปกรณ์ในการเดินป่าที่พวกเราทุกคนชินแล้ว� ณ� เวลานั้นมันเป็นเวลาประมาณ� 9� โมงเช้า� ความแห้งแล้งของฤดูกาลมันหาได้ทำให้ป่าดงพงไพร� แห้งตามไปด้วยไม่� ผมนำทางคณะของเราลัดเลาะไปตามลำธารเพื่อป้องกันการหลงป่า� ลำธารที่ลัดเลาะไปนี้เป็นลำน้ำขนาดกลางมีความกว้างประมาณ� 3� เมตร� น้ำในลำธารไหลเอื่อยๆ� แต่ที่มันประทับใจผมตรงที่มันใสเหมือนกระจก� มันเป็นน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาเลยทีเดียว� ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งให้ทราบว่าป่าแห่งนี้ยังสมบูรณ์� ดุจดังป่าพรหมจรรย์� ถ้าเป็นหญิงก็ยากที่จะต้องมือชาย� ระหว่างเส้นทางริมฝั่งที่เราลัดเลาะไปนั้นเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เช่น� ไม้ยาง� กระบาก� ไม้พุ่ม� ที่สูงมองเห็นเถาวัลย์ห้อยโตงเต็งเต็มไปหมด� เราเดินทางห่างมาจากที่นั่งวางแผนเมื่อตอนเช้าได้ประมาณ� 5� กิโลเมตร� สังเกตจากเวลาที่เดินมันผ่านไป� ประมาณ� 2� ชั่วโมง� เพราะโดยปกติคนธรรมดาจะเดินในที่ราบไม่มีสิ่งกีดขวางจะเดินได้� 4� กิโลเมตรชั่วโมง� แต่ที่เราเดินมันเต็มไปด้วยอุปสรรค� ผมนั้นได้ตั้งเข็มทิศและมาร์คจุดต่างๆ� ไว้ในแผนที่ตั้งแต่เริ่มเดินออกมาแล้วป้องกันการหลงป่าไว้อีกทางหนึ่ง� พอมาถึงต้นยางใหญ่ต้นหนึ่งผม� จึงให้สัญญานพวกเราหยุดเพื่อพักเพราะใกล้เที่ยงเต็มทน� ท้องมันร้องแล้ว…….
“พวกเรา� ผมว่าเราหยุดใต้ต้นยางนี้แหละ� พักกินข้าวเที่ยงกันก่อนแล้วค่อยเดินต่อใกล้เป้าหมายเต็มที่แล้ว”
ผมสั่งการพร้อมทั้งให้กำลังใจเป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง� เพราะดูแต่ละคนอิดโรยเหลือเกิน
“พี่ทศครับ��� พี่พอจำได้ไหมว่าเราอยู่ที่ไหน”
มนตรีฯ� อดทนไม่ไหวเริ่มป้อนคำถามเพราะอยากรู้� มันเป็นอาการของคนที่เดินป่าทุกคนว่าเป้าหมายมันอยู่ที่ไหน� มักจะเกิดความครางแครงใจกันทุกคน”
��������������� “เสี่ยว� กันว่าพักก็ดีแล้วเติมพลังหน่อยเดียวจะไปไม่ไหว”
เพื่อนเสรีรัฐฯ� ได้โอกาสเสนอทันที� ซึ่งผมรู้ว่าหมอจะให้เราหยุดพักมานานแล้วแต่ไม่กล้าเสนอ� พวกเรานั่งล้อมวงกันเตรียมตัวจัดการกับอาหารกลางวัน� ซึ่งวันนี้เหมือนทุกๆวันคือข้าวเหนียว� ไก่ย่าง� น้ำพริก� ไข่ต้ม� บางคนชอบผักก็ได้เด็ดผักติ้วตามทางที่เราเดินผ่านมามีพืชกินได้หลายอย่าง� พวกเรากินข้าวมื้อนี้
อย่างเอร็ดอร่อย� เพราะเดินทางเสียพลังงานไปมาก� ไม่ถึงครึ่งชั่งโมงไม่เหลืออะไรไว้เป็นขยะหลงไว้เลย� แม้แต่กระดูกไก่ก็ไม่เหลือ แล้วต่างคนต่างไปนั่งริมลำธารเพื่อล้างมือ� ขณะที่ผมกำลังล้างมือใกล้จะเสร็จแล้ว� สายตาก็มองไปเห็นกองแกลบริมข้างห้วยทางด้านที่เราจะเดินไปประมาณ� 50� เมตร� ขาไวกว่าสมอง�� รีบเดินจำพรวดไปที่กองแกลบ� ซึ่งกองไว้เป็นหย่อมๆ� สูงประมาณ� 1� เมตรเศษ� มีอยู่หลายจุดที่เดียวใจหนึ่งคิดว่าใครเอาแกลบมาทำปุ๋ยในป่าลึกอย่างนี้� พอเดินเลยกองแกลบไปได้ประมาณ� 100� เมตร� พบทางเกวียนเก่ามีรองรอยล้อรถคู่� ใครหนอเอาแกลบมาทำอะไรจะทำปุ๋ยก็ไม่ใช่� จะเผาถ่านก็ไม่น่าเป็นไปได้� เพราะในป่านิยมใช้ดินกลบเพื่อเผาถ่าน� ทันใดนั้นใจมันฉุกคิดถึงวันที่เราตามรถมันสำปะลังในคืนนั้นได้ดี� รีบตระโกนเรียกพรรคพวก……
��������������� “มนตรี� มาทางนี้ทุกคนเร็ว”
ทุกคนพากันวิ่งมาที่จุดข้าพเจ้ายืนอยู่� พอถึงเพื่อนเสรีรัฐฯ� กระทู้ถามทันที….
��������������� “มีอะไรหรือเสี่ยว� กันกำลังงีบเอาแรงอยู่พอดี”
เพื่อนเสรีรัฐฯ� มาถึงทีหลังอดที่จะถามไม่ได้เพราะตนกำลังจะเคลิมเพราะหนังท้องตึงหนังตาหย่อนมันเป็นธรรมดาของคนทั่วไปถือสาไม่ได้....
��������������� “พวกเราใครว่ายน้ำแข็งบ้าง� ภาษิตไหวไหม� สำหรับผมพอได้”
ผมถามพวกเราที่ไปด้วยกัน� ทุกคนงงว่าผมถามทำไม...ยิ่งเพื่อเสรีรัฐแล้วเป็นคนขี้เล่นอดที่จะเย้าพวกเราไม่ได้....
��������������� “เสี่ยว� จะลงจับปลามาย่างหรือวะ� น้ำเย็นน่าดูเดี๋ยวตะคิวกินตาย”
��������������� “กันสงสัยอะไรบางอย่างอยากจะพิสูจน์ว่ามันเป็นอย่างที่กันคิดหรือเปล่า� เอาเป็นว่ามนตรี� เสรีรัฐ� แขก� รออยู่บนบกนี้ก็แล้วกัน� ผมกับภาษิตจะลงน้ำก่อนนะ”
ว่าแล้วผมก็ถอดเสื้อผ้าออกหมดเหลือกางเกงในตัวเดียว� มันไม่ต้องอายใครแล้วละหนึ่งมีแต่ผู้ชายทั้งนั้นอีกทั้งอยู่ในป่าลึกอีกต่างหาก� ผมค่อยๆหย่อนเท้าลงไปในลำธารทดสอบดูก่อน� พอเท้าแตะน้ำ� มันบอกให้รู้สึกได้ว่ามันเย็นจริงและใสอย่างตาตั๊กแตน� และแล้วทิ้งทั้งตัวลงไปน้ำคิดว่าคงลึกไม่เกิน� 3� เมตร� แต่พระเจ้าช่วยพอเท้าแตะไปที่พื้นน้ำ� ก็รู้ได้ทันทีว่าเหยียบอยู่บนของแข็ง� สามารถเดินได้� 2-3� เมตร� ไม่รอช้ารีบดำลงไปใช้มือลูบคลำดูมันหาใช่ก้อนหินไม่เป็นไม้เหลี่ยมเรียงรายอยู่ใต้ท้องน้ำเต็มไปหมด...!?
��������������� “ภาษิตคุณมาทางนี้� มาช่วยผมยกของหน่อย”
ภาษิตสมาชิกพวกเราไม่รอช้าว่ายน้ำมาที่ตำแหน่งที่ข้าพเจ้ายืนอยู่� พอมาถึงก็ยืนบนวัตถุที่ข้าพเจ้าบอก....
��������������� “หัวหน้าผมสงสัยว่าจะเป็นไม้� มันเป็นไม้เหลี่ยมด้วย”
��������������� “เอาละนะภาษิต� ดำพร้อมกันลองยกคุณยกด้านหัว� ผมจะยกด้านปลาย”
เราทั้งสองดำน้ำลงไปสักครู่ใหญ่ต่างคนต่างยกไม่ขึ้น.....
��������������� “ภาษิตคุณมาทางผมเราช่วยกันยกด้านเดียวตั้งขึ้นผมคิดน่าจะสำเร็จ”
��������������� ภาษิตไม่รอช้าว่ายน้ำมาทางผมแล้วเรานัดหมายหายใจเต็มปอดดำลงไปอีกครั้งเจอแล้วหัวหน้า� มันเป็นไม้พะยูงที่เราตามหามันอย่างดุเดือดตลอดเดือนนี้� เป็นไม้เสาเหลี่ยมหนาแปดนิ้วยาวประมาณ� 3� เมตร� กว่านิดนิดๆ� ไม่น่าเกิน� 15� เซนต์�� พวกเราพอเห็นดังนั้นพากันถอดเสื้อผ้าลงไปยกมันขึ้นบนบกได้หนึ่งเหลี่ยมลองวัดดูขนาดไม้มาตรฐานจริง� 3.10� เมตรพอดี� เป็นไม้ออร์เดอร์จากต่างประเทศที่เราตามหามาแรมเดือน� มันยังจมอยู่ในน้ำอีกเป็นจำนวนมาก� พระเจ้าช่วยพวกเราจริง� ผมให้พวกเรา� 2� คน� ออกเดินทางไปตามรถชักลากไม้� ที่เราเรียกว่ารถจอหนังของออ.ป� ให้นายบุญยังคนขับรถ� หาคนงานมาช่วยขน� งวดนี้ละเจ้าพ่อค้าเอ๋ยขาดทุนย่อยยับแน่� เกือบ� 4� ชั่วโมง� ที่พวกไปตามรถจะกลับมาพวกเราที่อยู่ทางนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา� พากันถอดเสื้อผ้าดำผุดดำว่ายงัดไม้ใต้น้ำมาตั้งเรียงไว้ข้างฝั่งได้ไม้มากพอสมควร� พอรถชักลากไม้มาถึงไม่รอช้าลวดสลิงมัดกับท่อนไม้ใช้เครื่องยนต์วินไม้ขึ้นไปบนรถใช้เวลา� เกือบ� 2� ชั่วโมง� ได้ไม้จนหมดห้วย� ประมาณดูจะเป็น� 50� ท่อน� รัตติกาลเริ่มงานของมันแล้วดวงสุริยาลับขอบฟ้า� ความมืดเริ่มมาเยือนผมเร่งให้พวกเรารีบขึ้นรถเพื่อนำไม้ออกจากป่า� ทุกคนรู้สถานการณ์ดี� ขณะที่เราขึ้นถนนเกรดใหม่� ได้ยินเสียงปืนยิงไล่� 2-3� นัด� สงสัยเป็นลูกซองผมให้นายบุญยังคนขับรถเหยียบคันเร่งหนีสุดชีวิต� มาถึงหน่วยประมาณ� 2� ทุ่ม� บอกให้ทุกคนอาบน้ำอาบท่าพากันออกไปหาอาหารใส่ท้องในตัวอำเภอ� เพราะเบื่ออาหารเจ๊จูเต็มทนแล้วถือว่าเป็นการฉลองชัยของเราไปด้วยเลย........
��������������� “พี่ทศ� รู้ได้ยังไงว่า� ในห้วยมันมีไม้จมน้ำอยู่”
ขณะกินข้าวกันอยู่มนตรีฯ� อดทนไม่ไหวรีบถามก่อนเพื่อน� ซึ่งเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้เต็มทนแล้ว
��������������� “มนตรีฯ� คุณสังเกตเห็นกองแกลบหรือเปล่าว่าเขาเอามันมาทำอะไร”
��������������� “ผมเห็นมันอยู่พี่� เขาคงเอามาทำปุ๋ยหรือเผาถ่านมั้งพี่”
มนตรีตอบข้าพเจ้า� ด้วยความเดียงสาจริง ๆ.........� “ผมว่าเอามาเผาถ่านแหง่ๆเลยหัวหน้า”
��������������� เจ้าแขกคนขับรถแสดงภูมิมั้ง...........
“คุณคิดหรือว่าในป่าลึกอย่างนี้มันจะใช้รถขนแกลบจากโรงสีในเมืองมาทำปุ๋ยหรือเผาถ่าน� มันไม่คุ้มกันเลยต้นทุนมันสูงมาก� จะเฉลยปัญหาให้� มันขนมาเพื่อปกปิดไม้พะยูงที่พวกคุณพากันจับมานี้แหละ� มันเป็นลักษณะเดียวกับใช้มันสำปะหลังเหมือนตอนที่เราไล่เมื่อคราวก่อนนั้นแหละ”
ทุกคนร้องออกมาพร้อมกัน.........
��������������� “จริงของพี่ทศ� เรานึกไม่ถึงในเรื่องนี้เลย� เส้นผมบังภูเขาแท้ ๆ”
พอรุ่งสางวันนี้ตื่นสายหน่อยเพราะเมื่อวานเหนื่อยกันมาทั้งวัน� ตรวจวัดไม้ได้� 56� เหลี่ยมปริมาตร� 6.97� ม.3� จัดทำบันทึกเรียบร้อยจัดการให้มนตรีพาน้อง ๆ� 2� คนไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.อ.สังขะ เสร็จแล้ววิทยุโดยเจ้าเกษมแจ้งเขตทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน� เป็นอันว่าเสร็จกิจไปหนึ่งเรื่อง..........
นับแต่นั้นมาเราจับไม้พะยูง� เรามักจะเรียกมันว่าไม้พะยูงแกลบ
มันเป็นไม้ที่เพิ่งค้นพบใหม่จึงตั้งชื่อว่า� Dalbergia� tosanasinensis

Last updated: 2013-12-22 09:27:52