เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นจะได้ไม่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง
 
     
 
ไม้พะยูงแกลบ ตอนที่ ๑
เราได้ข่าวมาหลายวันแล้วว่ามีการส่งคนเข้าป่าไปเพื่อแปรรูปไม้ ทางเราได้พยายามตามไปในป่าแต่หาจุดเลื่อยและกองไม้ไม่เจอจึงตัดสินใจมาดักที่ปากทางออก
 

 

                หลังจากเสร็จศึกสีเดียวกันแต่ผิดกลิ่นโดยต่างฝ่ายต่างไม่เสียศักดิ์ศรี  มันทำให้ผมได้สัจจะธรรมที่ต้องจดจำไปจนวันตายว่า  ตีงูอย่าตีให้หลังหักแล้วมันมักจะทำร้ายเมื่อภายหลัง   สุภาษิตโบราณชัดเจนจริง ๆ  หลังจากพี่ชัยพร  ศัตรูพ่ายได้กลับไปแล้ว  ทางป่าไม้เขตไม่จัดเจ้าหน้าที่จากฝ่ายอื่นมาเป็นหัวหน้าอีกเลยมันจึงเป็นภาวะจำยอมที่ผมต้องรั้งตำแหน่งหัวหน้าสายอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้สุรินทร์ – ศรีสะเกษโดยปริยาย  ป่าไม้เขตคงให้รวมหน่วยเพื่อทำงานประจวบกับหน่วยสังขะ  มนตรี บุญอาจ น้องวนศาสตร์  ได้ย้ายมาจากเขตอุดรพี่เสงี่ยมเลยแต่งตั้งให้มาเป็นหัวหน้าหน่วยสังขะที่ว่างอยู่ทันที  จากการสอบถามได้ความว่าน้องที่มาใหม่มีประสบการณ์พอสมควรเบาใจหน่อย  มนตรีเป็นคนตระการพืชผล  รูปร่างบอบบางผิวขาว  พูดน้อย  แต่เป็นคนพูดตรงถูกสะเปกที่ผมต้องการพอดี  สำคัญที่สุดอีกอย่างเป็นคนซื่อ  ได้คนถูกใจอย่างนี้ถึงไหนถึงกัน..

                “สวัสดีครับพี่ทศ  ผมมนตรี  มารับงานที่หน่วยสังขะแล้วเลยมาหาพี่ที่นี่เพราะเด็กบอกว่าพี่ทศพักอยู่ที่ข้างปั๊มเอสโซ่  ปราสาท”

                มนตรี  บุญอาจ  รุ่นน้องถัดมาจากผมไปหนึ่งปีอุตส่าห์ตามหาผมจนพบ  ในสมัยนั้นเราเช่าบ้านไม้ห้องแถวสองชั้นอยู่ข้างปั๊มเอสโซ่  อำเภอปราสาท  เพราะเป็นปั๊มน้ำมันที่เปิดตลอดทั้งคืน  ห่างจากสี่แยกถนนโชคชัย-เดชอุดม  ตรงแยกที่ออกจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางขวามือประมาณ  200  เมตร  ข้างปั๊มมีร้านอาหารเปิดตลอดทั้งคืน  เป็น ร้านไม่มีชื่อเราเรียกแต่ชื่อเจ้าของร้านเจ๊จู  แกเป็นคนสุพรรณเวลาพูดเสียงจะเน้อไปทางสุพรรณคนฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็นคนจังหวัดใด  ที่เรามาเช่าอยู่ที่นี้เนื่องมาจากก่อนหน้านี้หน่วยป้องกันยังสร้างไม่เสร็จถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะสร้างเสร็จแล้วก็ตามเรายังคงเช่าต่อเพื่องานเฉพาะกิจของเรา  กองกำลังของเราไม่เบาขนเอาเจ้าวิทยุรับ-ส่ง  ส่งคลื่นกำลังสูงไปติดตั้งไว้ที่บ้านเช่าด้วยเพื่อการประสานงานกับเขตและกรมโดยมีพนักงานวิทยุคือคุณเกษม แสงกล้า  รับหน้าที่และยังมีรถขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  คือ  รถชักลากไม้ที่เราเรียกมันว่ารถจอหนัง  มีตาบุญยังเป็นพนักงานขับรถเพื่อสนับสนุนในการชักลากไม้ของกลาง  สำหรับกำลังพลนั้นเอาจากสองหน่วยและส่งกำลังมาเสริมจากเขตอีกประมาณ 1-2  คนแล้วแต่สถานการณ์ในพื้นที่  ว่ามีการลักลอบตัดไม้มากน้อยเพียงใด  ในตอนนี้เรามียานพาหนะเพิ่มขึ้นอีกคือเราได้รถบรรทุกตันครึ่ง  โตโยต้าไดน่า  สีหมอก  มาเสริมความแข็งแรงอีกคัน  สนุกเราละคราวนี้  พอจะมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่า  ความพร้อมรบของเรามันถึงขีดสุดแล้ว  มันผู้ใดลักลอบตัดไม้ทำลายป่า  มันผู้นั้นทำลายชาติ......! ?

                รถคันใหม่ได้พนักงานขับรถเป็นเด็กหนุ่มชื่อประสงค์  หมอนี้มีนิสัยใจถึงออกจะเกเรสักหน่อยแต่ถ้าเอาอยู่ถึงไหนถึงกัน  ตัวเล็กแต่ใจใหญ่  สรุปได้ความว่ารายปักษ์นี้อัตรากำลังพลของเรามี  ผมในฐานะ

หัวหน้าหรือบอสสำหรับงวดนี้มีมนตรี ฯ  มาเสริมพร้อมกับเพื่อนเสรีรัฐฯ  หมอนี้รุ่นเดียวกับผมแต่หมอจบป่าไม้แพร่  เขี้ยวน่าดู  ออกจะห่าม ๆ  ไปหน่อย  มีเจ้าสงค์เป็นกำลังเสริมโดยปริยาย  เมื่อมนตรีพร้อมเพื่อนเสรีรัฐฯ  ได้พบกับผมแล้วเราได้พากันไปหาอาหารรองท้องก็ไม่พ้นร้านเจ๊จูเราต่างวางแผนไว้ว่าคืนนี้เราจะออกล่าเหยื่อ  โดยไม่ต้องพักกันละเพราะหนุ่ม ๆทั้งนั้น......

                “เสี่ยว  นายว่าวันนี้เราจะไปที่ไหนก่อน  ชักคันไม้คันมือแล้ว”

                เพื่อนเสรีรัฐฯ  ไม่รอช้าถามก่อนดูหมอจะใจร้อนอยากออกศึกเหลือเกิน

                “เราคิดว่าคืนนี้เราจะไปดักไม้ที่แยกบ้านโคกตาล  เพราะได้ข่าวว่าไม้พะยูงชอบออกทางนี้”  ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนซอยบ้านโคกตาลเป็นถนนที่ออกมาจากป่าอำเภอกาบเชิงโดยออกที่ถนนโชคชัย-เดชอุดม  ถ้าเดินทางจากอำเภอปราสาทไปนครราชสีมาจะอยู่ห่างจากบ้านเช่าของเราประมาณ  13  กิโลเมตร  บ้านโคกตาลเป็นบ้านสุดท้ายรอยต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์กับจังหวัดบุรีรัมย์  พอรถออกจากซอยบ้านโคกตาลก็ขึ้นทางหลวงแผ่นดินโชคชัย-เดชอุดมสู่อำเภอโชคชัยทันที  ไม้เถื่อนจากอำเภอกาบเชิงจะมุ่งออกเส้นนี้มากเพราะมันเป็นเส้นทางสิ้นสุดของจังหวัดสุรินทร์  พ้นเขตการจับกุมของเขตอุบลราชธานี  ถ้าออกมาจ่อถนนได้แสดงว่ารอดไปแล้ว  90  เปอร์เซ็นต์  จึงเป็นซอยที่ฮิตที่สุดสำหรับผู้ค้าไม้เถื่อน  เราได้ข่าวมาหลายวันแล้วว่ามีการส่งคนเข้าป่าไปเพื่อแปรรูปไม้  ทางเราได้พยายามตามไปในป่าแต่หาจุดเลื่อยและกองไม้ไม่เจอจึงตัดสินใจมาดักที่ปากทางออก  สายข่าวบอกมาว่าทางประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการไม้พะยูงโดยมีออร์เดอร์มาว่าต้องเป็นไม้เสาเหลี่ยม  หน้า  8  นิ้ว  ยาว  3.10  เมตร  ได้ข่าวว่าทางประเทศญี่ปุ่นนิยมใช้เป็นเสาตั้งศาลพระภูมิที่ตนเคารพนับถือ หรือแกะสลักสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเชื่อถือ  เสาที่ว่านี้ถ้านำไปส่งให้เอเย่นต์ในเมืองไทยถึงที่จังหวัดสระบุรีจะมีค่าถึงเหลี่ยมละ  1,400  บาท  ที่เดียว  เงินพันในสมัยที่ทองคำบาทละ  400  มันไม่น้อยเลย  มันจึงเป็นแรงจูงใจพ่อค้าไม้เถื่อน  และไม้พะยูงที่มีลวดลายและคุณภาพที่ดีที่สุดในประเทศ  มันปรากฏอยู่ในท้องที่อำเภอกาบเชิงในสมัยนั้นแทบทั้งสิ้น และรถบรรทุกต้องเป็นรถสิบล้อซึ่งกระบะตันสูงจากพื้นรถไม่น้อยกว่า  1  เมตร  ส่วนบนโปร่งเป็นคอกหมูจะบรรทุกมันสำปะหลังปกปิดไว้  คันหนึ่งจะบรรจุไม้ได้ไม่น้อยกว่า  100  ท่อน  ลองคิดดูว่ามันเป็นเงินมหาศาลเพียงใดในสมัยนั้น..ตามข่าวยังบอกมาอีกว่าเมื่อรถขนไม้ขึ้นถนนหลวงเมื่อใด  จะมีรถฉลามบกเปิดหวอนำขบวนไปด้วยซึ่งข่าวในส่วนนี้ผมไม่ใคร่จะเชื่อนักว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้ความร่วมมือถึงขนาดนั้น  เอาล่ะอย่างไรเราคงจะได้เจอกันแน่ถ้าเป็นจริง  ผมจึงวางแผนที่จะดักจับในคืนนี้ดู  อาจฟลุ๊ค  ก็เป็นได้  เพราะไม่ได้ไปดักไม้ในตอนกลางคืนมาหลายอาทิตย์แล้วเพราะกำลังไม่พอ.......

                “พวกเราเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน  ทุ่มตรงคืนนี้พบกันที่ห้องกลาง”  มันเป็นห้องที่พวกเรารู้จักกันดี  มันเป็นห้องยุทธการของเราจะมีโต๊ะยาวเก้าอี้ข้างละ  4  ตัว  บนผนังจะมีแผนที่ทหาร  1  ต่อ  50,000  ติดไว้โดยลงรายละเอียดของข้อมูลที่เราจะเป็นต้องใช้ไว้อย่างครบถ้วน  มันเป็นห้องนอนชั้นล่างที่เราดัดแปลงเป็นศูนย์ข้อมูล  สำหรับห้องวิทยุนั้นเราไปจัดตั้งไว้ชั้นบนเพื่อจะได้รับส่งไม่มีคลื่นรบกวน  ซึ่งเป็นที่นอนของพนักงานวิทยุด้วยที่พวกเราตั้งชื่อเกษมว่าเสี่ย  เพราะนิยมไว้พุงตั้งแต่หนุ่ม  เกษมกับผมนั้นสนิทสนมกันมาก  เราเมาหัวราน้ำด้วยกันตั้งแต่ผมเป็นหัวหน้าหน่วยปรับปรุงต้นน้ำแล้ว  และมีเกษมคนเดียวที่ใช้สรรพนามเรียกผมว่า  “เจ้านาย”  นอกนั้นจะเรียกว่า  หัวหน้าบ้าง  พี่ทศบ้างตามคุณวุฒิ  วัยวุฒิ  หลังจากที่มนตรีฯ  และเสรีรัฐฯ  เจ้าแขก (ประสงค์)  พนักงานขับรถรายงานตัวกันเรียบร้อยและผมได้นัดหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้วต่างคนต่างแยกย้ายไปหาซื้อเครื่องใช้ไม้สอยตามอัธยาศัยรอที่จะพบกันอีกครั้งตอนห้าโมงเย็นเพื่อทานข้าวด้วยกัน  เสร็จกิจเรื่องท้องแล้ว  ผมเรียกทุกคนประชุมที่ห้องวางแผน  โดยได้ชี้แจงว่าในงานนี้อัตรากำลังเราน้อยไม่สามารถส่งไปปิดจุดที่ไม้ออกได้ทุกจุดและไม่มีหน่วยไล่ราว  คือ  ชุดที่เราไปก่อกวนในป่าให้พวกลักลอบตัดไม้รีบขนไม้ออกมาตามที่เคยทำเป็นผลสำเร็จ มาแล้วหลายครั้ง  จึงเอาเพียงว่าไปดักกันที่ซอยบ้านโคกตาล  โดยนัดเวลาประมาณสองทุ่มเพราะรถขนไม้มักจะออกมาในช่วงเย็นหรือใกล้รุ่งสาง  ประมาณตีสองเพราะเป็นช่วงที่คนเรากำลังหลับสบาย  พอได้เวลาเราเคลื่อนพลไปที่ปากทางออกจากบ้านโคกตาลโดยเรามีรถสองคัน  เจ้าม้าสีหมอกเอาไปแอบไว้ในป่าข้างโรงเรียน  สำหรับเจ้าปีศาจแดงจอดรถซุ่มอยู่บนถนนหลวงห่างจากปากซอยประมาณ  400  เมตร  เป็นกำลังสนับสนุน.......!

                “แขกโว้ย  ถอยรถไปให้ลึกๆ หน่อยแล้วนายนั่งอยู่ในรถห้ามลงจากรถเด็ดขาดยกเว้นปวดฉี่”  ข้าพเจ้าสั่งเจ้าสงค์พนักงานขับรถให้เตรียมพร้อมไม่รู้ว่าเหตุจะเกิดเมื่อใด....

                “มนตรีฯ  คุณมากับผมเอาเสื่อนี้แหละปูพื้น  คุณเตรียมไม้ขีดมาด้วยหรือเปล่า  ผมเอายากันยุงมากล่องหนึ่งแบ่งไปให้เจ้าแขกมันด้วย  หัวค่ำยุงชุมชะมัด  จุดแล้ววางดูทิศทางลมด้วยนะวันนี้ออกจะหนาว”

                ผมสั่งการเพื่อนร่วมงานแล้ว  ก็นั่งลงเอาหลังพิงต้นมะม่วงของโรงเรียน  เท้าเหยียดตรงเป็นท่าพักเต็มที่  สำหรับชุดบนถนนคงรู้หน้าที่ของตัวดีเพราะนำทีมโดยไอ้หนุ่มมัดเมาเสรีรัฐฯ  ทุกคนชินกับงานนี้และช่วยตัวเองได้ดีในสภาวะเช่นนี้.........

                “  พี่ทศ  ว่าคืนนี้มันจะออกมาแน่ไหม  ผมดูแล้วมันเป็นคืนเดือนหงายเกือบ  15  ค่ำ  สว่างออก

อย่างนี้เกรงว่าจะฟาวล์เสียมากกว่า”  มนตรีรุ่นน้องหารือกึ่งสอบถามไปในตัว  เพราะยังไม่เคยมาดักไม้ด้วยกัน

                “ผมว่าข่าวคงจะไม่พลาดนะ  เว้นแต่ว่าข่าวจะรั่วเสียก่อน  แต่เราก็ไม่ได้บอกใครนี่ในวันนี้  และไม่ได้คุยกับใครด้วย  พวกนั้นคงเดาเรายากเหมือนกัน  ถือเสียว่าสมมุติเป็นตอนเด็ก ๆ  เราเล่นโปลิศ  จับขโมยก็แล้วกัน  จะเจอหรือไม่แล้วแต่ดวง  แต่ผมสังหรณ์ใจอย่างไรพิกลคืนนี้  มันร้อนๆหนาวผิดกันทุกวัน”

                ผมตอบข้อซักถามของมนตรีฯตามมารยาทเพราะตัวเองก็ไม่รู้อะไรเช่นกัน  แต่สายข่าวเราพลาดน้อยเหลือเกินตามสถิติที่ผ่านมา  เชื่อถือได้...

….คืนนี้เป็นคืนเดือนหงายพระจันทร์เคลื่อนคลอยหมุนตัวมันเองตามโลกในฐานะเป็นดาวบริวาร  มองทะลุเข้าไปในใจกลางของมันเพื่อหากระต่ายน้อยตามที่ผู้ใหญ่เคยว่าไว้เมื่อเด็กๆ  แสงสว่างของมันส่องมายังพื้นโลกคืนนี้สวยเหลือเกิน  นานแล้วที่ไม่เคยมีโอกาสได้มายลโฉมจันทร์เต็มตาเช่นคืนนี้  เพียงแต่ภาระอันหนึกอึ้งของเรามันรบกวนจิตใจจึงทำให้ความดื่มด่ำน้อยลงไปมาก  สูงสุดยอมคืนสู่สามัญ  ฉันใดฉันนั้น  และอุษาสางก็เริ่มจะมาแทนที่มันทันทีเช่นกัน  เป็นเช่นนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์    ที่แห่งนี้และเวลานี้มันเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว  ผมกับมนตรีนั่งคุยกันเบาๆ  จนจะไม่มีเรื่องจะคุยแล้ว  มนตรีฯ  นั้นเป็นรุ่นน้องจบวนศาสตร์หลังผมหนี่งปีไปบรรจุที่ป่าไม้เขตอุดรธานีทำเรื่องย้ายมาที่อุบลราชธานี  เพราะบ้านอยู่อำเภอตระการพืชผล  ผมมีความผูกพันกับมนตรีตั้งแต่ยังไม่รู้จักกันเพราะผมเคยเป็นสายตรวจอุบลฯ  ในตอนนั้นก็เป็นพี่ชัยพร  ศัตรูพ่ายอีกนั้นแหละที่เป็นหัวหน้าสาย  เรามีวีรกรรมที่อำเภอตระการ  เพราะเราไปตามรถขนไม้ซึ่งไม่มากนัก  เจ้าของต้องการจะเอาไปซ่อมแซมบ้าน  ในตอนจับกุมพี่ชัยพรอีกนั้นแหละที่อดสงสารไม่ได้อยากจะช่วยลูกเดียวแต่งวดนั้นผมเข็ดจริง ๆ  ให้ดิ้นตาย  จำจนตายเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด  ทั้ง ๆ  ที่เจ้าของไม้บอกว่ามีลูกเป็นป่าไม้เช่นเดียวกับข้าพเจ้าแต่ตอนที่จับนั้นชาวบ้านออกมาดูเต็มไปหมดจึงจำเป็นต้องดำเนินคดี  โดยเอาพนักงานขับรถเป็นผู้ต้องหาและเห็นว่าไม้ไม่มากโทษคงเบา  โลกมันกลมจริงอย่างที่นักวิทยาศาสาตร์เขาได้พิสูจน์แล้วเพราะลูกชายของบุคคลที่ผมได้ดำเนินการในครั้งนั้น  บัดนี้กำลังนั่งข้าง ๆตัวผมเอง  ผมได้ถามมนตรีรู้จักผมไหมก่อนมามนตรีฯบอกว่ารู้จักชื่อเสียงดี  และโกรธผมหรือเปล่ามนตรีบอกว่าไม่โกรธเพราะพี่ทศทำไปตามหน้าที่  ผมเลยสบายใจเราคงจะร่วมงานกันอย่างไม่มีอคติใด ๆ  กั้นความเป็นมิตร  สบายใจ  ไปแปดอย่าง  ขณะที่ผมกำลังคำนึงถึงอดีตที่ผ่านมา  ความเงียบของบรรยากาศมันบอกว่ามีเสียงหนึ่งมันครางเหมือนเสียงเครื่องยนต์  และมันค่อยๆดังขึ้นมาเรื่อย   เจ้าแขกซึ่งหลับ ๆตื่น ๆหลังพวงมาลัยยังอดไม่ได้จึงค่อยส่องไฟฉายส่งสัญญาณมาให้ข้าพเจ้าทราบ  คืนนี้เป็นคืนที่ผมไม่ง่วงเลยแปลกกว่าคืนอื่น ๆ  ถ้าอยู่ขนาดนี้คงถูกปลุกแล้วไม่รู้เป็นเพราะอะไรความถี่ของเสียงเครื่องยนต์เริ่มดังขึ้นมากจนจับใจความได้ว่าเป็นรถยนต์แน่นอน  ผมเลยสกิดมนตรีให้ลุกขึ้นยกกระติกน้ำแข็งที่เรามักจะเตรียมน้ำไว้พร้อมเสมอเพราะผมกินน้ำจุ  ลูกน้องรู้ข้อนี้ดี  เมื่อยกกระติกขึ้นรถแล้วผมกับมนตรีฯ  ได้เดินออกมาที่ถนนยืนดู  ยังไม่ปรากฏสิ่งใดถนนยังมืดสนิทอยู่....!!

                “พี่ทศว่าเสียงเป็นเสียงรถยนต์เหมือนผมได้ยินหรือเปล่า

มนตรีฯ  เริ่มสงสัยกระทู้ถามเพราะถ้าเป็นรถทำไมถึงแล่นช้าเหลือเกิน  หรือว่าใจเรามันร้อน

                “ชัวร์เลยรถยนต์แน่ไม่พลาดหรอก  สำคัญว่ามันเป็นรถอะไรเท่านั้น”

ในขณะที่ผมกำลังให้คำตอบมนตรีฯไปไม่ถึงอึดใจเราเองเห็นลำแสงของดวงไฟสาดส่องตรงหัวโค้งถนนที่ออกมาจากบ้านโคกตาล  เพราะห่างจากจุกที่เรายืนอยู่ประมาณ  500  เมตร  ตรงถนนจะเป็นทางโค้ง  ดังนั้นลำแสงที่พุ่งออกมาจึงเป็นลำแสงจากดวงไฟที่สองสว่างไม่น้อยกว่า  100  วัตต์แน่นอนหนีไม่พ้นไฟหน้ารถบรทุก  จิตใจผมในตอนนั้นระส่ำแล้ว  รีบส่งสัญญาณให้พวกเราทุกคนมายืนรอที่บนถนนเตรียมดักรถที่ออกมา  พอรถใกล้เข้ามาได้ยินเสียงดัง  พั๊บ!พั๊บ!  มันเป็นเสียงที่เราคุ้นกันมากว่ามันต้องเป็นไม้ที่ยาวกว่าตัวรถ  เวลารถวิ่งถนนขรุขระ  มันจึงกระเด้งขึ้นลงทำให้เกิดเสียงดังกล่าว  เอาละวะไม่เจอไม้พะยูง  เป็นไม้อะไรก็ได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเสร็จเราแน่คืนนี้.....!!

                “เสี่ยว?  มันมาแล้ว  สิบล้อแหงๆ  เลย  คืนนี้ไม่เสียเทียว”

เพื่อนเสรีรัฐฯ  ซึ่งกำลังตื่นเต้นกับรถที่เราลงความเห็นว่าเป็นรถบรรทุกไม้แน่นอนกำลังวิ่งตรงมาที่เรายืนดักพอดี  ในสมัยนั้นผมออกตรวจปราบปรามทุกครั้งจะต้องแต่งเครื่องแบบข้าราชการตลอดเวลากันการเข้าใจผิดรถยนต์ดังกล่าวเคลื่อนตัวมาอย่างช้า ๆ  เหมือนไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งที่ตรงหน้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยืนเต็มไปหมด...!!  เพื่อนเสรีรัฐฯ  ไม่รอช้าออกไปยืนโบกมือให้รถหยุด  รถค่อยชะลอความเร็วเนื่องจากเห็นคนยืนขวางอยู่กลางถนน.....

 


Last updated: 2013-12-11 17:19:51


@ ไม้พะยูงแกลบ ตอนที่ ๑
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ ไม้พะยูงแกลบ ตอนที่ ๑
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
943

Your IP-Address: 3.234.252.109/ Users: 
942