คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่ดี ๆ จะเกิดขึ้นแก่เรา
 
     
 
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ตอน 1
มันเป็นตราบาปติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน เพราะในตอนนั้นข้าพเจ้าอ่อนอาวุโสมากไม่มีอำนาจต่อรอง
 

……เช้าวันนั้นเป็นเช้าของวันสำคัญวันหนึ่งในปีที่สองที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการเต็มตัวแล้ว เพราะผ่านการทดลองปฏิบัติราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคน  เมื่อหาอาหารรองท้องตอนเช้าเสร็จข้าพเจ้าก็ควบยานคู่ชีพ โตโยต้า โคโรลล่า คันเล็กเดินทางมาปฏิบัติงานเป็นปกติ พอลงนามปฏิบัติงานอันเป็นหน้าที่แล้วก็ทราบว่ามีพี่ประวิทย์และพี่มนัส ต้องการพบ… มิรอช้ารีบเข้าไปรายงานตัวเพราะต้องการทราบว่าพี่ๆ มีภาระกิจอันใดจะใช้น้อง พอไปถึงพี่มนัสเห็นก่อนเริ่มทักทายทันที….

                “เฮ้ย ทศกำลังต้องการพบตัวอยู่พอดี เอ๊านั่งลงก่อน”

พี่ประวิทย์ซึ่งอยู่ในห้องนั้นด้วยได้แสดงปุจฉากับข้าพเจ้าตามสไตล์เพราะพี่แกเป็นคนพูดจาโพงผางไม่เกรงใจใครเป็นนิสัยเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ แต่ใจไม่มีอะไร…

                “ถ้านายมาช้ากว่านี้เพียงนาทีนายจะต้องเสียใจ ทำไมมาทำงานสายจริงวะ

พี่มนัสซึ่งเป็นคนใจร้อน มิรอช้ารีบเข้าเรื่องทันที..

                “กรมฯ เขาส่งงบมาจัดตั้งหน่วยต้นน้ำใหม่ที่อำเภอกาบเชิง ตามที่อาจารย์มณีได้มาสำรวจไว้ก่อนแล้ว  โดยในช่วงแรกให้หาที่ตั้งหน่วยงานและได้โอนเงินมาให้ก่อนเป็นกิจกรรมปลูกป่า 100 ไร่ ในอัตราไร่ละ 450 บาท  เป็นเงิน  45,000 บาท”

                ข้าพเจ้านึกในใจว่ากรมส่งงบประมาณมาให้ข้าพเจ้า จำได้ว่าเป็นงวดที่สองแล้ว นึกในใจว่ามันเสี่ยงพอดูเพราะห้วงเวลามันน้อย…

พี่มนัสพอเดาใจข้าพเจ้าออกเริ่มอธิบายให้ฟังว่า ขณะนี้กำลังหาคนไปเป็นหัวหน้าหน่วยเลยเรียกนายมาถามความสมัครใจดู เพราะเห็นนายเป็นคนสุรินทร์ คงจะทำงานได้ดี ยังไม่ทันที่พี่มนัสจะพูดจบพี่วิทย์สวนขึ้นมาทันที

                “อยู่ใกล้บ้านมึงอย่าเอาแต่นอนบ้านงานการไม่ทำ”

ข้าพเจ้าได้ยินพี่วิทย์พูดเช่นนั้นในครั้งแรกใจมันฉุนกึ๊กทันที มันเป็นการปรามาสกันชัดๆ แต่พอดีตั้งสติได้ ใจก็เย็นลงมันเป็นนิสัยของพี่เขาที่ชอบพูดอะไรตรงๆ ถ้ามองในแง่ดีถือว่าเป็นการเตือนกันก็แล้วไป ครั้งแรกคิดว่าจะปฏิเสธงานนี้เสียแล้ว  แต่ไอ้ความที่เป็นเด็กหนุ่มไฟแรงอยากลอง จึงรับปากพี่มนัส แต่เห็นระยะเวลามันสั้น กลัวว่าจะทำงานไม่ทันจึงขอเพื่อนขวานออกร่วมงานด้วยอีกคน พี่มนัสตกลง การปลูกป่าเกรงว่าจะไม่ทันพี่มนัสบอกว่าได้ตัดโอนเงินไปให้เพื่อนยิ่งชัย ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยปรับปรุงต้นน้ำห้วยแก้ว อำเภอรัตนบุรี เพาะชำกล้าไม้ให้เนื่องจากเป็นหน่วยเก่ามีศักยภาพสูงและมีคนงานที่มีทักษะในการเพาะชำกล้าไม้อยู่แล้ว ถ้าข้าพเจ้าเอาไปเพาะเองคงจะปลูกไม่ทันแน่  จึงเหลือเงินเป็นค่าเตรียมพื้นที่แผ้วถาง เก็บริมสุมเผา ปักหลักหมายแนว (Staking)  และขุดหลุมใส่ปุ๋ย และค่าแรง รวมเป็นเงิน 20,000 บาท  เมื่อได้รับคำสั่งแล้วข้าพเจ้าเดินทางไปยังกิ่งอำเภอกาบเชิงในสมัยนั้น ดีแต่ว่าข้าพเจ้ามีไอ้หนูสี่ล้อคู่ชีพ มิฉะนั้นแล้วก็คงเหมือนนักปลูกป่าของกรมป่าไม้ทั่วๆ ไป ที่เมื่อได้รับคำสั่งแล้วมีแต่ยอดตัวเลขงบประมาณพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเดียวขึ้นรถประจำทางไปทำการปลูกป่า แล้วมันจะสำเร็จได้อย่างไร  ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือยานพาหนะให้แม้แต่นิดเดียว พูดไปเหมือนกล่าวร้ายกรมฯ ตัวเอง แต่ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น 

ในสมัยก่อนการตั้งงบประมาณจะเป็นจากบนมาสู่ล่าง  มาต่อเรื่องของเราดีกว่างานขั้นแรกคือในฐานะเป็นหัวหน้าหน่วยต้นน้ำ จึงควรจะหาลำน้ำห้วยต้นน้ำให้เจอเสียก่อน ข้าพเจ้าเดินหาอยู่ 2 วัน ยังหาไม่เจอเพราะพื้นที่เป็นที่ราบห้วยตื้นเขินหมดแล้ว แต่พอจะอนุมาณได้ว่ามันอยู่แถวๆ บ้านบักจรัง  ข้าพเจ้าตัดสินใจหาที่ตั้งหน่วยได้บริเวณที่ดินสาธารณะของบ้านถนนชัย ริมทางแยกไปบ้านแนงมุด ขั้นแรกเริ่มเข้าหาผู้ใหญ่บ้านแจ้งให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ และประกาศรับสมัครคนงานไปพร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้านรับปากจะเป็นภาระให้ และข้าพเจ้าได้เข้าไปรายงานตัวต่อปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอกาบเชิง ปรากฏว่าท่านไม่อยู่พบแต่ป่าไม้อำเภอ คือ พี่ยศ ใจหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพมากและได้ช่วยงานของข้าพเจ้าจนสำเร็จ แต่ตอนสุดท้ายมาโดนคดีที่ข้าพเจ้าได้ร่วมสอบสวน และก็ช่วยอะไรพี่แกไม่ได้ 

มันเป็นตราบาปติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน เพราะในตอนนั้นข้าพเจ้าอ่อนอาวุโสมากไม่มีอำนาจต่อรอง ในตอนต่อไปท่านจะทราบข้อเท็จจริง  เมื่อได้คนงานประมาณ 5-20 คน แล้วก็เริ่มกำหนดบริเวณที่ทำการโดยปักหลักแสดงอาณาเขตได้เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ แผ้วถางวัชพืชที่ไม่มีค่าออกแล้วให้คนงานหาเสาไม้แก่นล่อนมาฝังไว้เป็นบริเวณเสียก่อน ยังไม่ได้จัดซื้อลวดหนามมาล้อมรั้วแต่อย่างใด  ด้านตรงข้ามจำนวน 100 ไร่ให้คนงานรีบดำเนินการแผ้วถางเก็บริมสุมเผา ปักหลักหมายแนวปลูก ยังไม่ทันที่งานจะเริ่มไปได้ไม่เท่าไร มีราษฎรบ้านถนนชัย จำนวน ประมาณ 40-50 คน เดินขบวนมาต่อต้านการทำงานของข้าพเจ้า พอดีตรงริมถนนมีศาลาพักร้อน ข้าพเจ้าจึงแจ้งให้ทุกคนอย่าเพิ่งทำลายข้าวของ ขอให้อยู่ในความสงบ จึงได้ชี้แจงภารกิจที่รัฐจะต้องดำเนินการตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะเวลาต่อมา ราษฎรส่วนใหญ่เข้าใจ แต่มีอยู่บางกลุ่มเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นนายทุนมาเพื่อที่จะฮุบที่ดินตามที่เคยได้ยินได้ฟังมา  ข้าพเจ้าชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟัง จึงได้ตกลงที่จะพบกันอีกครั้งที่ศาลากลางบ้านโดยขอให้ข้าพเจ้านำป่าไม้อำเภอมาด้วยเป็นการยืนยัน

 


Last updated: 2013-08-24 23:25:51


@ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ตอน 1
 


 
     
เชิญท่านเป็นบุคคลแรกที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ตอน 1
 
     
     
   
     
Untitled Document
 



LFG
www.lookforest.com|บทความ|โปรแกรมคาร์บอนต้นไม้|ฐานข้อมูลชีวภาพ|เครือข่ายฟาร์มป่าไม้|ติดต่อบรรณาธิการ
Powered by: LOOK FOREST GROUP
23/1 ซอยรัชดาภิเษก 64 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
Clicks: 
930

Your IP-Address: 3.233.219.62/ Users: 
928