อดีต…………พ.ศ.� 2511
��������������� เช้ามืด…ด้านหน้าสภาวิจัยตรงข้ามโรงเรียนอำนวยศิลป์� คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนจากในโรงเรียนทั้งในและนอกกรุงเทพฯ� ต่างแก่งแย่งกันดูป้ายติดประกาศผลการสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นความหวังอันสูงสุดของนักเรียนชั้นมัธยมปลายทุกคน…มันเป็นจุดหักเหของชีวิตทั้งชีวิตว่าจะเดินทาง ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ดีที่สุด� คือ� ความมั่นคง� และบางคนอาจคิดเลยเถิดไปจนถึงความมั่งคั่งอีกด้วย� ข้าพเจ้านั้นรู้ตัวดีตั้งแต่สอบเสร็จแล้ว� เนื่องจากทำข้อสอบพลาดไปหนึ่งข้อใหญ่� แต่มั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยแน่นอนเพราะเพื่อน ๆ� ในห้อง� จำนวนห้าสิบคนสอบติดทุกคน� จึงไม่กระตือรือล้นที่จะไปดู� จนเจ้าบอยเพื่อนห้องเดียวกันที่สอบติดคณะเกษตร� มาตามให้ไปดูว่าติดคณะอะไรแน่…
��������������� “เฮ้ยทศ…..รีบไปดูเร็วซิ� เพื่อนรออยู่”
��������������� ข้าพเจ้าจึงได้ลุกจากริมฟุตบาทอย่างเชื่องช้าและเซ็งเต็มทนจนใจจึงต้องเดินไปดูจากรหัสเลขประจำปรากฏว่าสอบติดคณะวนศาสตร์� ตอนที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นมัธยมนั้น� ข้าพเจ้าเรียนโรงเรียนเอกชนมีชื่อและอยู่ในห้องที่มีอันดับ� ตอนที่เลือกคณะในครั้งแรกเลือกคณะของจุฬาทุกคณะทั้งหกคณะ� เนื่องจากในอดีตนั้นนักเรียนทุกคนคลั่งไคล้จะเป็นเลือดสีชมพูให้ได้โดยเฉพาะวิศวะ� เมื่อญาติของข้าพเจ้าซึ่งเรียนแพทย์อยู่ที่จุฬา� เห็นข้าพเจ้ากรอกลำดับและการเลือกคณะ �จึงทักท้วงว่าวนศาสตร์ก็น่าเรียน� ข้าพเจ้าจึงเลือกเป็นอันดับที่� 2� ผลปรากฏได้เข้ามาตามชะตาลิขิตจริงๆ� ในใจนึกว่าไหนๆ� ก็ติดแล้วลองเรียนดู �ไม่ถูกใจค่อยสอบใหม่ �จำได้ว่าหลังจากทราบผลแล้วจึง �ตระเวนเที่ยวไปเรื่อย� พักใจ…..วันมอบตัว� ทั้งที่เรียนอยู่กรุงเทพฯ� แทบไปมหาวิทยาลัยเกษตรไม่ถูก……..ในสมัยนั้นค่าหน่วยกิตของมหาลัยถูก� จำได้ว่าหน่วยละห้าบาท �ค่าหอพักปีละ� 365� บาท� ตกเพียงวันละบาทเท่านั้น� ข้าพเจ้าถูกจัดให้ไปอยู่หอ� 16� จะยังไม่นำมาเล่าในภาคแรกนี้
��������������� เอาเป็นว่าเมื่อเข้าไปอยู่หอที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้เป็นที่เรียบร้อย� นิสิตทุกคนก็ปฏิบัติตนตามสบาย �ใครอยากแต่งตามวัยใสๆ ก็ตามสะดวกในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบริเวณกว้างนิสิตมีจักรยานกันทุกคน� เพราะตึกเรียนแต่ละภาควิชาอยู่ห่างกันมาก� ตัวจักรยานเท่าที่เห็นเป็นตัวบ่งชี้ได้เลยว่าเป็นของน้องปีหนึ่งหรือของรุ่นพี่� สังเกตได้จากยางและบังโคลน� ถ้าไม่มีบังโคลนและยางโล้นเป็นไส้ตัน� นั้นละของรุ่นพี่ทั้งแท่ง� เพราะแกเล่นใช้เบรกคู่ละ� 200� บาท� ไม่ใช่เบรกมหัศจรรย์อะไรหรอก� พี่แก่เล่นใช้รองเท้าหนังแบรกแทน� ก้ามปูเบรกซึ่งราคาตัวไม่กี่ตัง� เมื่อรองเท้ามันสึกบ่อยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร� รีบเขียนจดหมายบอกทางบ้านให้ส่งเงินด่วน �เนื่องจากอุปกรณ์โปรแทรกเตอร์มันเสีย� ทางบ้านไม่รู้นึกว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและสำคัญรีบส่งเงินไปให้……กรรม……..!?
��������������� ณ.…ที่แห่งนี้เป็นตำนานของเด็กวัยใสที่ใส่หมวกเขียวไทด์เขียวซ้อนท้ายด้วยน้องผู้หญิงหน้าหวานสดใสร่าเริงดูถุงเท้าขาวจะรู้ได้เลยว่าเป็นสัญลักษณ์ของน้องปีหนึ่งจักรยานสีแดงคันหนึ่งดูแล้วบริสุทธิ์ใสสะอาดตายิ่งนักเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ �โดยสารถี� ซึ่งยังเป็นเด็กหนุ่มประดุจผ้าขาววิ่งผ่านไปตามถนนอย่างร่าเริง…..!
��������������� ในห้องนอนหอพักที่อาศัยอยู่ มีเตียงเหล็กสองชั้นจำนวนสามเตียง ทุกคณะต้องอยู่รวมกันเพราะเป็นกฎเหล็กของที่นี่ ที่จะหล่อหลอมให้นิสิตทุกคนไม่แบ่งแยกคณะในห้องของข้าพเจ้ามีคณะประมงสองคน คณะเศรษฐศาสตร์สองคน วิศวะหนึ่งคน ปัจจุบันเป็นใหญ่เป็นโตกันหมดแล้ว ในห้องนี้มีพี่ปีสี่มารวมอยู่ด้วยเพื่อคอยอำนวยความสะดวกแนะนำ...... หรือคอยเอาตายก็ไม่รู้ กรุณาตามดูกันต่อไป
.......รุ่นพี่อยู่รวมกันมาสองอาทิตย์ไม่เคยสนใจใยดีกับน้อง ๆ ตามที่เราเคยนึกไว้
��������������� และแล้ววันที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็มาถึง เมื่อเพื่อนร่วมห้อง เจ้าแก่ซึ่งอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ปั่นจักรยานมาหาตอนพักเที่ยงตะโกนบอกว่า “ทศโว้ยคืนนี้ทุ่มตรงมีประชุมองค์การ” จากปากต่อปากทำให้สมาชิกในหอ 16 ทุกคนทราบโดยปริยาย ทุกคนใจจดใจจ่อมาเป็นเวลานาน แล้วว่าวันใดจะมีการประชุมซักที เพราะพอจะได้เค้ามาบ้างว่าโหดน่าดู ขอแจ้งให้ทราบว่าหอประชุมองค์การนิสิตนั้น เป็น อาคารชั้นเดียวตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยเป็นอาคารอเนกประสงค์ องค์การนิสิตจึงได้ใช้ห้องประชุมแห่งนี้จัดกิจกรรมนอกหลักสูตร เช่น ประชุมเชียร์ เนื่องจากในสมัยนั้นมีกีฬาที่ขึ้นชื่อลือชาในยุทธจักรว่าเกษตร เป็นหนึ่งในเชิงกีฬา ได้แก่ รักบี้ จนวิทยุยานเกราะ เมื่อมีการแข็งขันรักบี้มหาวิทยาลัยเสร็จสิ้นจะต้องมีการวิจารณ์ผลและต้องโค้งคาราวะให้กับการเล่นของเกษตรทุกครั้ง �การประชุมครั้งแรกนี้เป็นการประชุมนิเทศ เมื่อนิสิตเข้านั่งประจำที่ครบทุกคนแล้ว......เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวประธานปกครองซึ่งเป็นเสมือนประมุขของนิสิตในด้านการปกครองกันเอง......ต่อมาก็เป็น อ.ต.ร. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้พวกเราทุกคนสงสัยว่ากรมตำรวจส่งมาประจำตั้งแต่เมื่อใด ข้อกังขาทั้งหมดจะเริ่มเข้าใจในไม่ช้านี้ขบวนการต่อมาก็เป็นการแนะนำประธานเชียร์และคณะกรรมการอื่น ๆ นิสิตทุกคนในครั้งแรกที่นั่งฟังต่างฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ส่งเสียงจอแจเหมือนเหมือนนกกระจอกหลีกัน... และแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เงียบสงบลง แม้แต่เข็มตกสักเล่มก็ยังได้ยิน เมื่อประธานปกครองได้ก้าวขึ้นบนเวทีและเอ่ยมธุรสวาจาว่า.......
��������������� “ลูกสีเขียวทั้งหลาย เรามีความยินดีที่ได้ต้อนรับท่านมาร่วมสังคมเดียวกัน ในอาณาจักรแห่งนี้ ขอให้พวกท่านที่เข้ามาจงมีความสามัคคีรักใคร่ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากสถาบันใดและมีฐานะอย่างไร ใครไม่พอใจให้ลาออกไป และขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าทุกคนที่นั่งอยู่หน้าเวทีแห่งนี้มีสิทธิเท่ากับศูนย์ และห้ามนำประเพณีของเราไปเปิดเผยเป็นอันขาด” ทันทีที่เสียงของประธานปกครองสิ้นสุดก็เริ่มมีเสียงต่อต้านเล็ดลอดออกมาเรื่อย ๆ� และเริ่มรุนแรงขึ้น เพราะทุกคนที่เข้ามาไม่เข้าใจและรู้สึกตัวว่าถูกลิดรอนสิทธิ์ตามความคิดของวัยรุ่น แต่ยังไม่ทันจะเกิดกลียุค รอบห้องประชุมทั้งสามด้าน ปรากฏมีชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวนมากมายเป็น 3 เท่าของนิสิตใหม่ยืนออรอบห้องประชุมเต็มไปหมด เริ่มมีเสียงตำหนิติเตียน ลักษณะไม่หยาบคายแต่คงไว้ซึ่งความน่ากลัวและขำขันปะปนกัน ส่งเสียงที่เราเรียกกันว่า “ว้าก” ดังเต็มไปหมด� แต่ไม่มีนิสิตรุ่นพี่คนใดถูกต้องตัวน้องโดยเด็ดขาดมันเป็นข้อห้ามที่เปรียบได้กับ มาตรา 17� สมัยจอมพลสฤษฏ์� ธนะรัชต์
��������������� “ ตีนโตมากจนหารองเท้าหนังใส่ไปกินข้าวไม่ได้หรืออย่างไร ?� จึงใส่ฟองน้ำ ”
��������������� “ เห็นเกษตรเป็นตลาดโบ๊เบ๊หรือ สนามหลวง จึงใส่กางเกงแพรไปกินข้าว ”
��������������� “ ลงทุนตัดเสื้อแขนยาวแล้วยังพับแขน เท่มากหรือไง ”
��������������� “ ทีหลังเข้าห้องน้ำ ห้ามแปรงฟัน สูบบุหรี่พร้อมกัน มันจะมากเกินไปแล้ว ”
��������������� “ ใคร ! ใคร ! ใส่เสื้อกล้ามพับแขน� เอาตัวออกมา ”
เสียงอื้ออึงที่ถูกส่งออกมาจากปากรุ่นพี่ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ พวกเราทุกคนเงียบกริบ หลังจากนั้นก็เชิญประธานเชียร์ มานำเชียร์เพลงของมหาวิทยาลัยจนเที่ยงคืนจึงได้กลับหอเพื่อพักผ่อน ก่อนนอนมันหลับยากเหลือเกิน สับสน ใจหนึ่งโกรธ แค้น ใจหนึ่งน้อยใจ ทำไมรุ่นพี่ไม่เอาใจใส่ดูแลรับน้องให้ความอบอุ่นเหมือนพี่ทุก ๆ คนในโลก และแล้วก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
��������������� การประชุมก็คงดำเนินไปควบคู่กับการเรียน พวกเราเริ่มทำตัวเรียบร้อยขึ้น ก่อนออกจากห้องพักต้องแต่งตัวเรียบร้อย ถ้าใส่เสื้อแขนยาวจะไม่พับแขน ใส่รองเท้าที่มีเชือกผูกอย่างเรียบร้อย ไม่ปรากฏว่ามีใครนุ่งกางเกงแพรออกไปออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่เราเรียกว่าบาร์อีกเลย........เข็ดจนตาย
��������������� เช้าวันนี้เป็นเช้าที่ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อคืนไม่มีประชุมหรือกิจกรรมใด ๆ มาบั่นทอนจิตใจเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา เมื่อคืนอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วคว้าสมุดวิชาที่จะต้องเรียนในวันนี้ตอนเก้าโมงเช้าที่คณะวนศาสตร์ได้ ก็รีบปั่นจักรยานไปกินข้าวเอาแรงไว้ก่อนโดยดิ่งไปที่บาร์อาหาร ในสมัยนั้นอิ่มหนึ่งเพียงห้าสิบสตางค์ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่อคนเพียงเดือนละ 400 – 500 บาทเท่านั้น วันนี้ขี่จักรยานไปทางไหนก็เจอแต่เพื่อนหัวร่อต่อกระซิก ผ่านต้นไม้แม่นนทรีก็ยังมีความรู้สึกว่ากิ่งไหว ๆ เสมือนจะโบกมือให้แสดงความรักความเอ็นดู...... พอถึงคณะ เมื่อจอดรถจักรยานเรียบร้อยแล้วก็เดินทอดน่องขึ้นตึกคณะ คือตึก “ เทียม���� คมกฤส ” เป็นชื่อที่ขอใช้นามของศาสตราจารย์ เทียม�� คมกฤส คณบดีคณะวนศาสตร์ในยุคนั้น พอเดินขึ้นบันใดตึกก่อนเข้าห้องเรียนต้องผ่านห้องโถงกลางตัวตึก จะมีบอร์ดติดป้ายประกาศต่าง ๆ ที่นิสิตควรทราบ.......ณ ..... ที่นี้เป็นจุดเกิดเหตุ.........ขอเชิญทุกท่านตามข้าพเจ้ามา...ตรงกลางห้องมีชายหนุ่มท้วม ผิวคล้ำ� นุ่งกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อสีมอ ๆ พับแขน ข้าพเจ้ามองดูอิริยาบถอย่างผิวเผินก็ทราบได้โดยสัมผัสที่หกว่าเป็นรุ่นพี่แน่นอน� แต่มีสิ่งหนึ่งมาดลใจให้รู้สึกซู่ขึ้นมาทีเดียวว่าผู้ชายคนนี้มิใช่ใครที่ไหนเป็นพี่ “ บูรณ์ ” ที่เราต้องการพบอยู่ทีเดียวทั้ง ๆ ที่ เข้ามาอยู่เกษตรก็นานพอสมควร อาจจะเป็นเนื่องจากมีภารกิจทั้งการเรียนและกิจกรรมนอกหลักสูตรมากจึงไม่มีเวลาตามหา อารามดีใจรีบกระโดดเข้าไปกอดข้างหลัง มือโอบไหล่ทักทายด้วยความดีใจ
��������������� “ พี่บูรณ์เป็นยังไงสบายดีไหม พี่บูรณ์พักอยู่หอไหน ตึกไหน กลับบ้านบ้างหรือเปล่า ”� ข้าพเจ้าป้อนคำถามอย่างรวดเร็วถี่ยิบ เนื่องจากพี่บูรณ์เป็นรุ่นพี่คนตำบลเดียวกันและสนิทสนมกันกันมาตั้งเป็นเด็ก ๆ แล้ว พี่บูรณ์หันมามองด้วยสายตาเรียบ� ๆ เสมือนว่าเพิ่งเคยรู้จักกันในแววตาออกจะส่อ แววสงสาร แต่ข้าพเจ้าเห็นเพียงแว็ปเดียว ไม่ได้ใส่ใจนักเพียงแต่คิดในแง่ดีว่าพี่เขาคงจะตกใจ พี่บูรณ์จึงหันมาพูดกับข้าพเจ้าอย่างเป็นงานเป็นการ
��������������� “สามปีแล้วไม่ได้กลับบ้านเลย� ทศละได้ข่าวว่าอยากเรียนแพทย์ ทำไมได้มาอยู่ที่นี่ล่ะ”
��������������� “พรหมลิขิตมั้งพี่� ผมเลือกแพทย์อันดับหนึ่ง� ญาติอยู่จุฬาแนะนำว่าวนศาสตร์ก็น่าเรียน� ผมเลยเลือกอันดับสอง� และเลือกรัฐศาสตร์จุฬาอันดับสาม� ผมทำข้อสอบตื่นเต้นไปนิดเดียวเลยโผล่มาให้พี่เห็น� นี่แหละ� พี่ว่าดีไหมล่ะ”
��������������� พอดีขณะที่กำลังสนทนาอยู่นั้นเห็นนิสิตต่างกำลังชุลมุนเข้าห้องเรียนเลยรีบลาพี่บูรณ์� แล้วแตะแขนพี่บูรณ์แสดงอาการขอตัวเข้าห้องเรียน..............
��������������� นับแต่นั้นมาข้าพเจ้าค่อย ๆ ปรับตัวและสภาพจิตใจให้ยอมรับในกฎ� กติกา� มารยาทของเราชาวบางเขน� ซึ่งใช้ระบบการปกครองที่เราเรียกว่าโซตัส� คำเต็มภาษาอังกฤษ� ซึ่งย่อมาอีกทีว่า� เอส� โอ� ที� ยู� และ� เอส� ความหมายของเอส� คือ� ซีเนียร์ลิตี้� รุ่นน้องต้องให้ความยำเกรงแก่รุ่นพี่� เปรียบเสมือนระบบของสงฆ์� พระบวชใหม่ต้องให้ความเคารพนับถือพระบวชก่อนแม้อายุจะน้อยกว่าก็ตาม� คำต่อมา� คือ� ออร์เดอร์� คือ� ต้องยึดถือคำสั่งเป็นสรณะ� ตามมาด้วยคำว่า� เทรดดิชั่น� มีความหมายไปในทางที่นิสิตทุก ๆ คน� ต้องยึดถือในกิจกรรมที่สังคมบางเขนได้กำหนดไว้� ซึ่งบางสิ่งบางอย่างข้าพเจ้าไม่สามารถนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนได้� แม้คดีจะขาดอายุความแล้วก็ตาม� แต่ขอสาบานไว้ว่าประเพณีทุกอย่างของบางเขน� มิได้กำหนดไปในแนวทางที่เลวร้ายอย่างที่บางท่านเข้าใจ� ทุกสิ่งทุกอย่างได้กำหนดไว้ด้วยความรอบคอบและอิงหลักวิชาการโดยตลอด� ส่วนยูนั้น� มาจากคำว่ายูนิตี้� คือทุคนในสังคมนี้ต้องมีความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน.............สำหรับคำสุดท้ายที่ตรงกับคำแรก� คือ เอสนั้น� เป็นคำที่มีความหมายกินใจ� คือต้องเป็นคนที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น� ห้ามนำไปตีความเป็นน้ำสปิริตที่พวกเราทุกคนเข้าใจว่าเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยหรือน้ำสุรา� โดยเด็ดขาด.....................
��������������� วันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ต้องจดจำและตราไว้ในดวงจิต� มันเป็นวันที่ดูจะหมอง ๆ อย่างไรพิกล� พอไปถึงคณะก็เห็นประกาศเย็นนี้หนึ่งทุ่มมีประชุมเชียร์ที่ตึกวิศวกรรมป่าไม้� ให้นิสิตใหม่ทุกคนไปให้พร้อมเพรียงกัน� ห้ามนำของมีค่าติดตัวไป........พอเห็นประกาศสังหรณ์หรือสัมผัสที่หกมันบอกในใจว่าวันนี้มีอะไรพิเศษแน่ ๆ.......................
��������������� ภายในห้องของตึกวิศวกรรมป่าไม้ถูกจัดเก้าอี้ไว้พร้อมและก็ประกาศให้พวกเราเข้าไปนั่งประจำที่ให้เรียบร้อยทุกคน� แสงไฟในห้องสลัว ๆ ไม่ค่อยสว่างมากนัก� ด้านข้างตัวตึกทั้งสองด้านมีรุ่นพี่เดินจัดระเบียบข้างละสอง� สามคน� มองออกไปด้านนอกมืดเห็นเพียงแสงไฟริบหรี่มาจากตึกภาษาอังกฤษ�� ว้าเหว่� วังเวงอย่างไรชอบกล� ในใจนึกว่าเป็นอะไรเป็นกันเราก็ลูกผู้ชายชาติอาชาไนยเหมือนกัน �เลวที่สุดก็สู้ตายละวะ� คิดได้ดังนั้นจิตใจค่อยสงบนิ่ง
��������������� ประมาณสองทุ่มปรากฏร่างชายบอบบาง� ออกมายืนหน้าห้องซึ่งเป็นหน้าห้องที่ยกพื้นไม่สูงนักประมาณฟุตเศษ� ออกมาเป็นผู้นำร้องเพลงที่พวกเราทุกคนเรียกว่าประธานเชียร์� โดยให้พวกเราร้องเพลงเริ่มด้วยมาร์ชป่าไม้
��������������� “ป่าดง� พงไหน� บุกไปอย่าได้ย่อท้อรอรี� เรารักพนัสไพร� เพราะป่าไม้เป็นของเมืองไทย
������������������������������� เฝ้าถนอมทรัพย์สินของชาติไว้� ลำเค็ญเพียงไร� ขอ......................................
��������������� ไม่ทันที่พวกเราจะร้องท่อนแรกจบ� ไม่ทราบว่ามีรุ่นพี่มาจากไหนไม่ทราบ� ยืนห้อมล้อมพวกเราเต็มไปหมด� แต่ละคนต่างผรุสวาท� ด้วยถ้อยคำที่พวกเราเรียกว่า� “การว้าก”� ไม่รู้ว่าแต่ละคนไปสรรหาคำว้ากมาจากไหน� แสบ ๆ คัน� ถ้าเป็นน้องนุ่งมาพูดอย่างนี้คงถูกตบขี้หูไหลเป็นแน่...........พวกเราทุกคนในห้องตกตะลึงที่เห็นรุ่นพี่มากอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน� จึงหยุดร้องเพลงทันที� จึงถูกตำหนิ......ด้วยเสียงอันดังไม่ทราบต้นกำเนิดเสียงทีแน่นอน� เซ็งแซ่ไปหมด
��������������� “จับฉลากเข้ามาซิ� ร้องเพลงแค่นี้ยังผิด ๆ ถูก� จะไปไหวหรือ”
��������������� “นอนเตียงบน� ละเมออย่างเดียวก็พอแล้ว� ไม่ต้องแถมดิ้นด้วย� พี่นอนไม่หลับนะน้อง”
��������������� “จีบรุ่นพี่นะดีแล้ว� รุ่นน้องขอพี่จีบบ้าง� เข้ามากี่รุ่น� กี่รุ่น� ก็เหมือนกันหมด”
เสียงบริภาษของรุ่นพี่รับกันเป็นทอด ๆ คนหนึ่งหยุดอีกคนก็ต่อเป็นไปพอสมควร........และแล้วก็ถึงวาระอันระทึกใจ� เมื่อผู้แทนคณะได้ออกมาหน้าห้องขึ้นไปยืนบนสเตจ� แล้วประกาศิตดังกังวานว่า........................
��������������� “พี่น้องลูกสีน้ำตาลทุกคน.............จงรู้และทราบไว้ว่า..............เมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้มีเฟรชชี่กำแหงโดยทักทายซีเนียร์ด้วยการเอามือตบไหล่รุ่นพี่� และยังบังอาจทำตัวสนิทสนมเสมือนตนเป็นเพื่อน”
��������������� พอสิ้นเสียงของผู้แทนรุ่นเท่านั้นแหละเสียงพึมพำค่อย ๆ ดังขึ้นจากรุ่นพี่ประมาณได้ว่า� จำนวน� 100 – 200� คน� ส่วนรุ่นน้องนั้นเงียบกริบ� ได้ยินแม้กระทั่งลมหายใจของคนที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว� แล้วเสียงรุ่นพี่เริ่มดังเป็นทอด ๆ ต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดสาย............
��������������� “ใคร..!..ใคร..!....เอาตัวมันออกมาดูหน้าหน่อย� ใหญ่มาจากไหน”
ข้าพเจ้า� ในตอนแรกไม่ได้คิดอะไรเพราะมัวแต่ตื่นตระหนก.......พอสติค่อย ๆ กลับคืนมานึกย้อนไปก็ต้องตัวเย็นแทบลมใส่� ในตอนแรกนึกโกรธพี่บูรณ์อยู่เหมือนกันแต่มารู้ภายหลังว่า� มีรุ่นพี่คอยแอบดูพฤติการณ์รุ่นน้องอยู่� เพื่อที่จะนำมาเป็นข้ออ้างหรือในทางกฎหมายเรียกว่าข้อหาในการจัดรับน้องคณะในคืนนี้...........และแล้วพี่ ๆ ก็ให้น้องทุกคนออกมายืนนอกห้องทั้งสองด้านยืนแถวเรียงสอง� เพราะนิสิตปีหนึ่งมีประมาณ� 130� คน� ข้างละ� 30� คู่� ในชั้นแรกให้ขยายแถวขนาดนอนวิดพื้นได้� เพื่อที่จะได้ลงโทษให้วิดพื้นตามแต่รุ่นพี่คนไหนจะต้องการเท่าใดก็ได้ไม่จำกัด� แต่ก่อนที่จะให้มีการรับน้อง� รุ่นพี่ได้สอบถามทุกคนแล้วว่าใครมีโรคประจำตัวอะไรให้แจ้งให้ทราบก่อน� และเรามารู้ในภายหลังว่าที่นี้มีกฎไม่ให้ถูกตัวรุ่นน้องโดยเด็ดขาด� ใช้เสียงได้อย่างเดียว...........เรื่องนี้ถ้ารู้ตั้งแต่แรกก็คงดี
��������������� ข้าพเจ้าจับคู่ได้กับสมศักดิ์�� หนุ่มลูกครึ่งไทยจีน� เอวบางร่างน้อย� รุ่นพี่บอกว่าสมศักดิ์จบมาจากโรงเรียนไพศาลศิลป์� คู่อริตลอดกาลกับโรงเรียนอำนวยศิลป์� เราสองคนจะได้ทำความเข้าใจและรักกันฉันท์เพื่อนตายต่อไป� และแล้วขบวนการรับน้องก็ได้ดำเนินไปตามประเพณีซึ่งไม่รู้ใครช่างสรรหาวิธีแปลกประหลาดปะปนทั้งขบขัน� และระทึกใจ...................
เริ่มด้วยเราให้วิดพื้น� 100� ครั้ง� พอเราได้รับคำสั่งขาก็อ่อนแล้ว..� เคยฝึกวิดพื้นได้อย่างเก่งก็ไม่เดิน� 20� มาครั้งนี้ก็โดน� 100� ครั้ง� คงอานแน่นอน� แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น� ลงมือวิดทันที� พอวิดไปได้� 12� ครั้ง� ก็โดยว้ากว่า
��������������� “ พอ...พอ..พอแล้ว� วิดอย่างนี้� เดี๋ยวก็เป็นลมตายหรอก...� แต่คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง� ทุกคนต้องมีวินัยไม่มีอภิสิทธิ์� ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหนก็ตาม� ถ้าไม่พอใจก็ลาออกไป”
��������������� ข้าพเจ้านึกในใจว่า..� จะมาไม้ไหนอีกละหันไปมองสมศักดิ์� บัดนี้แล้วยิ่งสงสาร...� เพราะเพื่อนวิดได้� 10� ครั้ง� ท่าทางเหมือนคนจะหมดแรงยังไงยังนั้น...� เหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความใสใสของพวกเรามีรุ่นพี่ชีเนียร์เดินผ่านมาตรวจตราความเรียบร้อยได้เข้ามาดูแล้วถามว่าถ้าจะวิดอีก� 10� ครั้ง� ใหม่จะได้หรือไม่ข้าพเจ้ารีบตอบโดยไม่ต้องคิดทันทีว่าได้..� นึกอยู่ในใจว่า� อีก� 80� ครั้ง� กับ� 10� ครั้ง� ใครไม่เลือกวิด� 10� ครั้ง� ก็บ้าเต็มทนแล้ว� จึงตอบตกลง� ชีเนียร์จึงบอกว่าเตรียมพร้อม..� และสั่งด้วยเสียงดังพอสมควรว่า...
��������������� “วิดพื้น� 100� ครั้งทำ”
��������������� หัวใจข้าพเจ้าตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม� นึกในใจว่าโดนเข้าให้แล้ว� คิดต่อไปว่าไม่มีสัจจะในหมู่ผู้บ้าอำนาจ...� แต่ทันใดนั้นสมองที่กำลังจะบ้าก็ฉุดคิดได้ว่า..� รับปากแล้วว่าให้วิดพื้น� 10� ครั้ง� คงไม่ตระบัดสัตย์เอาง่าย� เช่นนี้แน่..� จะถามจะเถียงคงไม่เกิดประโยชน์อะไร..� สมองเมื่อเกิดสมาธิปัญญาก็เกิดสะกิดให้สมศักดิ์ให้ทำตาม� เมื่อเอนตัวเท้าแขนลงกับพื้น� เริ่มทำการวิดพื้นพร้อมกับตะโกนนับไปด้วย..
��������������� สิบ� ยี่สิบ� สามสิบ� สี่สิบ..................หนึ่งร้อย”
��������������� ซีเนียร์เดินมาตบไหล่ข้าพเจ้าแล้วพูดว่า...
��������������� “เอาตัวรอดให้มันได้ยังงี้ซิ� จึงจะสมที่เป็นวนกรที่ดีต่อไป”
ว่าแล้วก็เดินผ่านข้าพเจ้าไป� ปล่อยให้พี่ปีสองชำแหละต่อโดยให้ข้าพเจ้ากับสมศักดิ์กอดคอข้าพเจ้าใช้มือซ้ายเพราะอยู่ขวา� ส่วนข้าพเจ้าใช้มือขวาเพราะอยู่ซ้าย..� อ่านๆ� ไปก็นึกตามเอาเองก็แล้วกัน..
แล้วสั่งการให้เราทั้งสองคลานโดยใช้หัวเข่าและศอกของมือข้างที่เหลือเพราะมีรุ่นพี่นั่งรอเชือดอยู่ข้างหน้าอีกเป็นระยะๆ� คืนนี้ไม่ตายก็คงคางเหลืองแน่� เพราะตอนออกจากห้องประชุมประธานเชียร์ได้ให้พวกเราทุกคนเขียนชื่อนามสกุล� ชื่อหอพักแล้วให้เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้ดี.... เราเพิ่งมานึกได้เดี๋ยวนี้เอง
��������������� .............เราทั้งสองคลานไปหารุ่นพี่คนแล้วคนเล่า� ส่วนใหญ่จะให้เราดื่มน้ำสปิริตซึ่งแล้วแต่พี่คนใดจะใช้สูตรอะไรผสมแต่ส่วนผสมหลักไม่พ้นไวท์เกษตรรวมอยู่ด้วย�� .....เราทั้งสองคนผ่านพี่มาด้วยความอ่อนเพลียและสะบักสะบอม� ข้อศอกถลอกปอกเปิกไปหมด..� คนสุดท้ายที่ต้องเผชิญ..� ข้าพเจ้าคิดว่าจุดสุดท้ายคงจะมาถึงแล้ว�� .........จบแล้วได้ก็ดี� ถ้าให้ข้าพเจ้าดื่มน้ำอมฤตอีก...� จะพยายามใช้ลิ้นดุนเพราะดื่มมามากแล้วเห็นจะไม่ไหวท้องปั่นป่วนหัวมึนไปหมดแล้ว......� พอมาถึงก็ได้ตอบคำถามจนเสร็จสิ้นกระบวนความแล้ว� พี่แกก็เริ่มกล่อมให้เราดื่มน้ำ....� การดื่มน้ำสปิริตนั้น� เวลาดื่มจะต้องนั่งคุกเข่าเอามือทั้งสองไขว้หลังเงยหน้าขึ้น� ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันพี่แกบอกว่าน้ำสุดท้ายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์� ถ้าได้ดื่มแล้วจะพ้นเคราะห์พ้นภัย� ข้าพเจ้าไม่รีรออะไรอีกแล้ว� สะกิดสมศักดิ์ให้คุกเข่าเอามือไขว้หลังเงยหน้าขึ้น...... รุ่นพี่จึงเอาขวดใส่น้ำวิเศษที่ว่ากรอกปากข้าพเจ้าและสมศักดิ์....พอลิ้นแตะน้ำรู้สึกว่าไม่ใช่น้ำ...... แต่เป็นน้ำนมสด� พอถูกยัดเยียดให้ดื่มไปคนละครึ่งขวดแม่โขง� ท้องเริ่มปั่นป่วน� ผะอืดผะอม� รู้สึกกว่าลมดีตีขึ้นจากท้อง.........� และแล้วก่อนที่สติสัมปชัญญะจะหมดไปรู้ตัวว่าได้คายของเก่าออกจนหมดท้อง.....และแล้วตัวค่อยๆ� เอนนอนราบลงไปบนพื้น...� ได้ยินเสียงสุดท้ายว่า
��������������� “เอาตัวแสบไปส่งหอ� 16� ห้อง� 3”
��������������� หลังจากรับน้องมหาลัยและรับน้องคณะแล้ว� ถือว่าขบวนการ� ต้อน...ได้เสร็จสิ้น� หลังจากนั้นก็เป็นฟ้าหลังฝน� คือมีจัดงานรับน้องของมหาวิทยาลัย............ทุกคนที่ผ่านมาถึงจุดนี้ร้อยทั้งร้อยถ้าไม่น้ำตาไหลหรือน้ำตาซึม� ก็หินเกินไปหละ� เพราะพี่ๆ� ทุกคนเอาอกเอาใจพวกเราสารพัด....ความเคียดแค้นโกรธเกลียดในอดีต� อันตธานหายไปสิ้น� มีแต่ความสนุกสนาน� อบอุ่น...มั่นใจ.....และเริ่มต้นเรียนกันด้วยความตั้งใจ....� สำหรับข้าพเจ้านั้นได้คิดในหลายๆ� เรื่องที่เป็นต้นเหตุของการถูกลงโทษในครั้งนั้น� ......ข้าพเจ้าเพิ่งจะหาคำพูดถึงการกระทำในครั้งนั้นได้ว่า� ข้าพเจ้ากระทำไปด้วยความซื่อ� ภาษาทางกฎหมายเขาเรียกว่า� ขาดเจตนา� แต่ข้าพเจ้าคิดว่าที่ลึกซึ่งกว่านั้นน่าจะเป็น� “บกพร่องโดยสุจริต”
��������������� ปีรุ่งขึ้นนั้น� ข้าพเจ้าเป็นพี่ปีสองแล้ว...เห็นน้องปีหนึ่งเข้ามามาหาวิทยาลัยแล้วอดที่จะนึกเวทนาแทนบางคนไม่ได้� ทั้งๆ� ที่รู้ว่าในที่สุดก็ไม่มีอะไร� เพราะประเพณีของเราอยู่มาได้นานจนถึงสมัยที่เขาเรียกพวกเราว่าปัญญาชน� ฟันธงได้ทันทีว่าเป็นประเพณีที่เหมาะที่จะใช้ในสังคมเรา.....กรณีที่รุ่นพี่ทุกคนในห้วงหนึ่งถึงสองอาทิตย์แรก� ไม่มีรุ่นพี่คนไหนสนใจ� เอาใจใส่� ก็เพราะเป็นหลักจิตวิทยาที่ต้องการให้พวกเราในชั้นแรก� เกลียดรุ่นพี่............เมื่อเกลียดแล้วน้องใหม่ในห้องที่นอนรวมในห้องเดียวกันทุกคนที่ต่างมาจากแหล่งที่ต่างกันและยังต่างคณะกันอีกด้วย จะได้มีจิตใจจงเกลียดจงชังแล้วก็เป็นแรงกระตุ้น� ให้ทุกคนที่อยู่ในห้องเริ่มจับกลุ่มเพื่อระบายความในใจและตั้งป้อมเตรียมสู้ในสถานการณ์อันเป็นเหตุให้รุ่นน้องได้รู้จักกันและรวมหัวสามัคคีกันได้อย่างรวดเร็ว� โดยไม่ต้องแนะนำหรือบังคับให้กระทำแต่อย่างไร...� ส่วนการที่มีการว้ากเสียงดัง� ส่อเสียด� ท้าทายให้ลาออกไปบ้าง� เป็นการทดสอบความอดทนต่อผู้เหนือกว่า� เพราะเมื่อเราจบไปแล้ว� ในชีวิตเราจะพบความไม่ถูกต้อง และอยุติธรรมอีกมากมายนัก� จะได้ทนต่อแรงเสียดทานนั้นได้ไม่ด่วนตัดสินใจที่ขาดสติ� จนกระทำการสิ่งใดอันไม่สมควร� เป็นเหตุให้ตนต้องพลอยหมดอนาคตไปในพริบตา� ที่ได้กล่าวมานี้ล้วนมาจากวิชาการจิตวิทยาทั้งสิ้น� ข้าพเจ้าเห็นว่าในสมัยนี้คงจะนำระบบเก่าเข้ามาใช้อีกไม่ได้แล้ว� เพราะเป็นโลกที่ไร้พรมแดน� ได้แต่นึกถึงในอดีตในฐานะคนสูงอายุคนหนึ่ง� และอยากถ่ายทอดให้กับผู้ที่ไม่รู้จริงและรุ่นน้องรุ่นใหม่ๆ� ได้ตระหนักว่าระดับปัญญาชนแล้วเขาทำอะไรย่อมยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลเสมอ............
��������������� จากวันนั้นอีก� 2-3� ปี� ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางจากรั้วนนทรีมาสู่ร่มไม้ชายคาของจามจุรี.........
มารดาของข้าพเจ้าป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี� จึงจำเป็นต้องนำมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬา� เนื่องจากมีเครื่องมือทันสมัย� มารดาของข้าพเจ้าผ่าตัดพ้นขีดอันตรายแล้ว� นอนพักฟื้นในห้องพิเศษพยาบาลกำลังเช็ดตัว� วัดความดันเลือดและอะไรอีกจิปาถะ� ซึ่งในครั้งนั้นเฝ้าไข้อยู่คนเดียวต้องออกมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอกห้อง� และเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงเดินไปที่นั่ง� ซึ่งทางโรงพยาบาลใช้ริมทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างตึกเป็นพื้นหินขัดที่นั่งทอดยาวตลอด� ข้าพเจ้าได้ไปนั่งใกล้ๆ� ห้องจ่ายยาพอดี.....ขณะที่กำลังนั่งปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปกับจิตที่ฟุ้งซ่าน..... ซึ่งตัวเองเคยคิดที่อยากจะเข้าเรียนที่นี้ เพราะคิดว่าเป็นหมอแล้วมีเกียรติในสังคมมากกว่าอาชีพอื่น....บ้าตามเพื่อน....แต่ในปัจจุบันได้คิดแล้วว่าทุกคนไม่มีใครพอใจอาชีพตน� แพทย์ก็อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ อัยการอยากเป็นผู้พิพากษา...ทั้งๆ� ที่ทุกคนคนหารู้ไม่ว่าอาชีพที่ตนทำอยู่ในปัจจุบันดีที่สุดแล้ว� เพียงแต่ปรับปรุงงานหรือตัวเองซักนิดก็ไปได้สวย� เพราะมีความชำนาญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว� ขณะที่จิตกำลังล่องลอยต่อไปเรื่อย� ตามสภาพคนหนุ่มซึ่งมีชั่วโมงศีลธรรมน้อย� มีมือขาวบางเล็กคล้ายมือผู้หญิงตบเบาๆ� มาทางไหล่ซ้ายเพราะข้าพเจ้านั่งตะแคงขวา...แล้วมือที่ว่าเป็นของบุรุษร่างผอมบางแต่น้ำเสียงสดใสถามข้าพเจ้าด้วยอารมณ์ที่แสดงอาการปิติและสุภาพอย่างยิ่งว่า.......
��������������� “คุณทศใช่หรือไม่”
��������������� ข้าพเจ้าหันหน้ามามองเสียงทันที� เพียงแว๊บเดียวที่เห็นข้าพเจ้าจำบัดดี้ของข้าพเจ้าได้อย่างแม่นยำ� รูปร่างยังผอมบาง� ใส่แว่นตาหนาเตอะเหมือนเดิม.....เขาละสมศักดิ์เพื่อนยาก..ต่างคนต่างรีบลุกขึ้นจับมือกันแน่นด้วยความปิติใจ...ต่างคนต่างรัวคำถามซึ่งและกัน....สมศักดิ์เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าหลังจากรับน้องเรียบร้อย� เทอมที่สองเข้าได้ดร็อป.....แล้วใช้เวลาที่เหลือกวดวิชาแล้วสอบใหม่ก็ติดแพทย์จุฬา� สมใจปรารถนา.....สมศักดิ์บอกว่าไม้ได้รังเกียจเกษตร� เข้าใจอะไรทุกอย่างเพียงแต่พิจารณาแล้วอาชีพป่าไม้� ไม่เหมาะกับนิสัยตนที่ชอบชีวิตที่เรียบๆ� และรักสงบ� ข้าพเจ้าแสดงความดีใจด้วยอย่างสุดซึ่ง.....หลังจากนั้นสมศักดิ์ได้สอบถามข้าพเจ้าว่ามาทำธุระอะไรที่นี่...จึงได้เล่าภารกิจให้สมศักดิ์ฟัง� เมื่อสมศักดิ์รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว� ก็ได้เยี่ยมมารดาของข้าพเจ้า� และได้ช่วยเป็นธุระให้ทุกเรื่องภายในโรงพยาบาล� จนมารดาข้าพเจ้าออกจากโรงพยาบาล� การกระทำของสมศักดิ์ยิ่งกว่าญาติ...ยิ่งกว่าเพื่อน....นี่ละมั้งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า� “มิตรแท้”� ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึงคืนหนึ่ง..คืนนั้นที่คณะวนศาสาตร์..ไม่น่าเชื่อ..”เพียงคืนเดียวยังซึ่งถึงก้นบึ้งของหัวใจ”.........คืนเดียวจริงๆ� ที่หลอมหัวใจคนสองคนให้เป็นคนเดียวได้
.........เจ้าของจักรยานสีแดงสองคันที่เคยขี่คู่ขนานกันในรั้วเขียว� เพลานี้ต้องมาแยกจากกันไปทำหน้าที่รับใช้สังคมคันหนึ่งไปดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้� อีกคันไปดูแลสุขภาพของมนุษยชาติ� ต้องมีภาระซึ่งเป็นไปตามกรรมของแต่ละคน...ทำหน้าที่ให้ดี� ก็แล้วกันนะเพื่อนรัก� แม้พบเพื่อจากก็เป็นนิรันดร์......

Last updated: 2013-07-23 06:07:47