ปวดใจไพรถูกผลาญ
.เดินตรวจป่ามากล้นจนปวดขา
พาอ่อนเปลี้ยเพลียกายาล้าไปทั่ว
ใช้ยาหม่องลองถูทาขาเนื้อตัว
คลายหมองมัวเส้นสายสบายดี
.เจออาหารผิดสำแดงแผลงปวดท้อง
ทำสยองผายลมไปอายเหลือที่
ได้ยาธาตุสูตรโบราณซดทันที
ทุกข์เคยมีคลี่คลายสบายแฮ
.ก๊งยาดองถองมากไปให้ปวดหัว
หูตามัวกลัวเป็นลมเซล้มแน่
กินยาหอมย้อมชื่นใจคลายวอแว
ดีจังแท้สมองโปร่งโล่งสบาย
.ลูกน้องป่วยช่วยถางหญ้าพาปวดเมื่อย
อารมณ์เปื่อยเฉื่อยชาโหยกระหาย
หาหมอนวดสาวสวยช่วยผ่อนคลาย
เลือดลมชายไหลบ่าซู่ซ่านัก
.เคยโดนสาวเจ้าทิ้งไปให้ปวดอก
แสนสะทกสะท้อนใจไห้เศร้าหนัก
เจอแฟนใหม่ใสโสภาสุดน่ารัก
แถมฟูมฟักรักษาใจจนได้ดี
.เห็นผืนป่าพาถูกผลาญพาลปวดใจ
คนบุกไพรทำลายก่นจนป่นปี้
ขัดกฎหมายไม่นำพาระเบียบมี
ช่วยตอบทีจะแก้ไขอย่างไรกัน
.ครูนิด วนศาสตร์(ชมรมสีเสียดแก่น)
www.lookforest.com 29 พ.ค. 69
หมายเหตุ: ขอบพระคุณเจ้าของภาพประกอบ
แรงดลใจ: ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้เข้ารับราชการเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2524 ณ สำนักงานป่าไม้เขตสระบุรี จ.สระบุรี ทำงานจนถึงปี พ.ศ. 2527 ได้ขอย้ายไปประจำสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่ง จ.ราชบุรี จนถึงปี พ.ศ. 2529 ได้โอกาสย้ายงานอีกครั้ง โดยมาทำงานประจำที่กองจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ สาเหตุสำคัญก็คือต้องการหนีปัญหาบางด้าน ซึ่งก็ยังต้องมาเผชิญกับปัญหาทำนองเดียวกัน แต่คราวนี้ได้สัจจธรรมว่าทำงานที่ไหนก็ต้องเจอปัญหา เลยตั้งปณิธานว่าต้องสู้กับมัน ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้เป็นอย่างดี แม้ต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจบ้างก็ตาม กับทั้งได้นำมาถ่ายทอดเป็นข้อคิดให้กับลูกศิษย์ที่ มสธ. และลูกชาย(คนเดียว)ที่บ้านด้วย
เมื่อมองย้อนกลับไปที่ตัวเองนอกจากเรื่องงานแล้ว ยังพบว่าชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพที่อาจเกิดอาการเจ็บป่วยในอวัยวะต่างๆ ต่ก็มีหนทางในการแก้ไขหรือรักษาให้ทุเลาเบาบางไปได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าต้องพิจารณาให้ดีเกี่ยวกับวิธีการที่เหมาะสม อาจต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้ที่เคยผ่านประสบการณ์จริง แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเองตามความเหมาะสม ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นยิ่งต้องเผชิญกับความผันผวนของร่างกายแบบคาดไม่ถึง ถ้าใครท้อแท้น่ายิ่งทำให้ต้องจมอยู่ในกองทุกข์มากขึ้น เชื่อว่าชาวป่าไม้และคน สว.ทั่วไปหลายคนต้องมีประสบการณ์ทำนองเดียวกัน
มีปัญหาด้านหนึ่งที่เฝ้าติดตามมาตลอดตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2520 เมื่อคราวแรกเข้าเรียนที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำให้ต้องรู้สึก ปวดใจเป็นอย่างมาก กับทั้งมีทีท่าว่าต้องเผชิญทุกข์มากขึ้น ก็คือ การที่พื้นที่ป่าไม้ของประเทศเราต้องถูกทำลายในหลายรูปแบบ ทำให้มีแนวโน้มลดลงติดต่อกันเรื่อยมา จนปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ของเราเหลือเพียงประมาณร้อยละ 31 ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเป้าหมายคือร้อยละ 40 ตามที่นโยบายป่าไม้แห่งชาติกำหนดไว้ สำหรับสาเหตุสำคัญนั้นก็รู้กันอยู่เป็นอย่างดีในวงการป่าไม้ แต่เกินกำลังในการแก้ไขเพราะหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปจนถึงผู้บริหารระดับบนของประเทศ ล้วนจ้องหาประโยชน์หรือผลตอบแทนจากวงการป่าไม้กันมากเหลือเกิน คงต้องทนปวดใจในเรื่องนี้ต่อไปจนชีวิตจะหาไม่อย่างแน่นอน

Last updated: 2026-06-04 12:50:36